wyoming

Beowulf ruled peacefully for fifty years. Then one day... (Beowulf)

เบโอวูฟปกครองเมืองอย่างสงบสุขห้าสิบปี อยู่มาวันหนึ่ง...

 

ที่ยก quote ด้านบนจากหนังสืออ่านในคาบภาษาอังกฤษ Beowulf มาก็เพราะมันตรงกับความรู้สึกตอนนี้มาก อยู่แบบไม่มีปัญหาอะไร (ถึงมีก็ยังไม่ใช่ปัญหาใหญ่) มาได้จะแปดเดือนแล้ว เหลืออีกสองเดือนครึ่งก็กลับล่ะ แต่เรื่องร้าย ๆ ก็เกิดขึ้นจนได้

เรื่องร้าย ๆ ไว้เล่าทีหลัง ขอเล่าเรื่องดี ๆ ก่อน...

อาทิตย์ที่แล้วไป Track Meet (วิ่งแข่ง =w=/) เป็นครั้งแรกครับ :) ที่ Dubois ซึ่งเป็นเมือง ๆ นึงใน Wyoming ที่มีนักเรียนแลกเปลี่ยนคนไทยอยู่ เป็นคนเดียวกับที่มาเที่ยว Jackson แล้วพักบ้าน (โฮสต์) ผมตอนอาทิตย์ก่อน (หรือสองอาทิตย์ก่อน - -* ไม่แน่ใจ) นั่นเอง ตอนแรกได้ยินจากเพื่อนคนนั้นว่า Dubois กันดารมากมาย ผมยังไม่เคยไปเลยยังไม่รู้ว่าเป็นยังไง แต่พอวันเสาร์ที่แล้วได้ไปยลมา... ก็เข้าใจเลยว่า เออ กันดารจริง ๆ - -" (เทียบกับเมือง Jackson ที่ผมอยู่น่ะนะ ขนาดเมืองผมไม่ค่อยใหญ่นะนี่)

จริง ๆ จะบอกว่ากันดารมันก็เกินไปหน่อย แค่เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ไม่ค่อยมีร้านขายของอะไรก็เท่านั้นแหละ + ด้วยความที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวด้วย อย่างเมืองผมนี่เป็นเมืองที่มีคนมาสกีกัน ก็เลยจะคึกคักช่วงฤดูหนาว

ที่ Dubois ตรงภูเขาที่ติดกับสถานที่วิ่งแข่ง ก็จะมีตัวอักษร D ตัวใหญ่ สีเหลือง-น้ำเงิน (สีประจำของไฮสกูลที่เมืองนี้) อยู่ครับ สำหรับเมืองผมเป็นสีดำ-ส้ม (ชอบอะ >w

วันนั้นที่ไป ก็ไปถึงโรงเรียนขึ้นรถบัสตอน 5:30 AM ยังง่วง ๆ อยู่ก็ไปหลับคารถบัส (ครึ่งหลังรถบัสหลับหมด...) ซึ่งรถบัสที่ไปนี่มีสองคันครับ คันนึงผู้หญิงนั่ง (แต่ดันมีผู้ชายบางคนไปอยู่คันนั้น = =) อีกคันผู้ชายนั่ง (ซึ่งไม่มีผู้หญิงเล้ย...) ตอนแรก ๆ อากาศก็ดีอยู่ พอวิ่ง ๆ ไปได้ครึ่งทางหิมะก็ุกระหน่ำตกลงมา ไปถึง Dubois แล้วหิมะเริ่มซา แต่ก็ยังหนาวอยู่ คิดดูจิ ไปวิ่งกลางหิมะ -___-' หนาวสุดยอด~

ผมลง 100m dash ไว้ครับ ระดับความสูงเหนือน้ำทะเลของเมืองใน Wyoming นี่ผมสู้ไม่ไหวล่ะ TwT วิ่งได้แปปเดียวก็เหนื่อยแล้ว ประมาณว่าวิ่งร้อยเมตร ผมวิ่งไปครึ่งทางก็ขาดับพอดี =o=~ ไม่แน่ใจว่าแข่งได้ที่เท่าไรครับ เพราะเค้าแบ่งเป็นหลาย ๆ รอบเนื่องจากคนเยอะเกิน (ปล่อยตัวรอบละ 3 คน = =" แ้ล้วโรงเรียนผมอย่างเดียวส่งประมาณ 10 คน... -o-) ในรอบที่ผมวิ่งเนี่ย จาก 3 คน ได้ที่ 3... =__=' อย่างที่บอกว่าไปตายตอนครึ่งทาง T_T เสาร์นี้ไปลองใหม่!! = =/ (ไปแข่งที่ Riverton ครับ เสาร์นี้)

=========================

เรื่องต่อไป~ คอนเสิร์ต Michael Franti & Spearhead จัดขึ้นวันเสาร์ที่แล้วที่ผมไปแข่ง (ผมเลยอดไปดู T_T) ซึ่งโรงเรียนผมเนี่ย ติดต่อกับผู้จัดการของวงนั้นเพื่อให้เข้าไปพูดคุยกับวงนั้น ซึ่งตอนแรกผมก็ตกลงใจว่าจะไปดูคอนเสิร์ตล่ะ ไม่สนแข่งเฟร้ย *O*/ แต่...พอวันพุธมาถึง อาจารย์ที่โรงเรียนก็บอกข่าวร้ายว่า Michael Franti ตัดสินใจแสดงคอนเสิร์ตสองรอบ ทำให้ไม่มีเวลาเข้าไปพูดคุย เย็นวันนั้นผมก็เลยไปบอกโค้ชวิ่งแข่งว่า ตกลงจะไปวิ่งแข่งแทน

แต่... วันถัดมาแค่นั้นแหละ อาจารย์ที่โรงเีรียนเค้าเมลไปหาผู้จัดการอีกที แล้วคุยกันตกลงได้ว่าจะได้เข้าไปพูดคุยกับวงนั้นประมาณ 15 นาที ซึ่ง... อ๊ากกกกกก =[]@! อะไรกันเนี่ย จะไปยกเลิกวิ่งแข่งที่ผมยกเลิกไปรอบนึงแล้วก็ยังไงอยู่ เลยตัดสินใจไปแข่งก็ได้ (ฟระ)

พอวันจันทร์กลับมาจากวิ่งแข่ง ได้ข่าวว่าคอนเสิร์ตสุดยอดมาก ๆ เลยแอบอิจฉาคนที่ได้ไปอ่าาาาาา ถึงขนาดบอกว่า "It's the best concert." เลยยิ่งอิจฉา อ๊ากกกกกกกก~ TwT

สำหรับคนที่ไม่รู้จักวงนี้ วงนี้เพลงของเค้าจะเกี่ยวกับ Peace (สันติภาพ) ครับ Michael Franti ได้ทำหนังเรื่องนึง เป็น documentary ชื่อ I know I'm not alone ด้วย ผมได้ดูไปครึ่งหนึ่ง หนังเกี่ยวกับ Michael Franti ที่เข้าไปใน Iraq ไปเยี่ยมตามบ้าน สถานที่ต่าง ๆ ซึ่งอย่างที่รู้กันว่าทหารอเมริกาตอนนี้ไปเดินเล่นอยู่ในอิรัก ถ้าสนใจลองไปหามาดูครับ หนังดีมาก ๆ =w=b

=============================

เรื่องต่อไป งาน Hill Climb หรือแปลไทยว่า ปีนเขา -o-' เป็นงานที่จัดขึ้นที่สกีรีสอร์ทใกล้ ๆ บ้านผมครับ Snow King เป็นงานแข่ง Snowmobile ไต่ขึ้นเขา ใครทำเวลาได้เร็วที่สุดก็ชนะ ซึ่งจัดติดต่อกัน 5 วันทุกปีครับ และช่วงนั้นคนจะเข้ามาในเมืองเยอะมาก เห็นรถขน Snowmobile ผ่านไปผ่านมาเยอะแยะ ซึ่งพวกคนที่ขี่ Snowmobile เนี่ย ชุดที่เค้าใส่จะคล้าย ๆ คนขับมอเตอร์ไซด์วิบากครับ (มั้ง... = =) ก็เท่ไปอีกแบบ >_<~

ผมได้ไปดูตอนวันอาทิตย์ วันสุดท้ายพอดีครับ เพราะวันเสาร์อย่างที่บอกว่าไปวิ่งแข่งมา ก็เดินแกร่ว ๆ ออกจากอพาร์ทเม้นท์ไปร่อนแถวนั้น ไม่ได้เข้าไปเกาะติดขอบสนามเพราะค่าเข้ามัน $10 =[]@! แค่ดูจากไกล ๆ ก็พอแร้น =w=~ ส่วนเงินที่เอาติดตัวมาก็ไปผลาญแถว ๆ ร้านขายของแถวนั้น ได้เสื้อเชิ้ตมา 2 ตัวกับสติ๊กเกอร์ 3 แผ่นครับ เด็กที่นี่บ้าสติ๊กเกอร์กันพอสมควร ก็เลยเอามั่ง XD เค้าชอบเอามาแปะโน้ตบุ๊กกันครับ ผมแปะแล้วดันแปะผิดด้าน (กร๊าก) เลยเอาปากกาไปเขียนบนสติ๊กเกอร์ว่า "Wrong side! lol" (ไร้สาระจริงตรู = =)

ต่อไปก็เข้าเรื่องเครียด ๆ ล่ะ พร้อมยางงงงงงงงง >_

=============================

ตามชื่อหัวข้อบลอคเลยครับ "สองเดือนที่เหลือ... กับของที่หายไป...." พูดง่าย ๆ ก็คือของหายนั่นเอง แต่ที่แย่กว่านั้นคือผมไม่ได้ทำหล่นหาย หรือลืมไว้ที่ไหนน่ะสิครับ แต่... "โดนขโมย"

เมื่อคืนนี้ระหว่างที่ผมกำลังหาหูฟังไอพอดเอามาเสียบคอมฟังเพลง (ปกติจะติดอยู่กับไอพอด) ค้น ๆ ในกระเป๋าเป้ที่ปกติจะอยู่ในนั้นแล้ว... ปรากฏว่าไม่มีครับ ไอพอด...

ตอนแรกก็นึกว่าอาจอยู่ในบ้านที่ไหนสักแห่ง (แต่ค้นทั่วบ้านแล้วหาไม่เจอ) หรือลืมไว้ที่โรงเรียน หรือทีไฮสกูลตอนไปฝึกวิ่ง ตอนนั้นยังไม่คิดเลยครับว่ามันจะโดนขโมย พยายามคิดในแง่ดีไว้ก่อน

วันนี้ไปถึงโรงเรียน ก็หาดูรอบ ๆ เผื่อจะมีร่องรอยอะไรมั่ง แต่ไม่เจอ ตอนไปไฮสกูลไปซ้อมวิ่งก็ลองหา ๆ ดูอีก ซึ่งไม่เจออีกแล้ว ตอนนั้นก็เริ่มสงสัยแล้วครับ ว่าถ้าผมไม่ทำหล่นหาย หรือตกหล่นไว้ที่ไหนสักแห่ง ก็โดนขโมยแน่ ๆ (แต่ตอนนั้นก็ยังพยายามไม่คิดเรื่องนั้น)

ทีนี้หลังซ้อมเสร็จผมก็ไปหาโฮสต์ที่รออยู่ที่ Smith's (เป็นซุปเปอร์มาเก็ตที่โฮสต์ทำงานอยู่) ครับ ซึ่งพรุ่งนี้ที่โรงเรียนมีฉลองก่อนปิด Spring Break 2 สัปดาห์ ผมก็ไปซื้อของเพื่อมาทำอาหารไทย (คืออาจารย์วิชาภาษาสเปนเค้าจะให้ทุกคนทำอาหารไป พวกเด็กอเมริกาก็ทำอาหารจากประเทศที่ใช้ภาษาสเปน เด็กแลกเปลี่ยนจากนอร์เวย์ก็ทำอาหารพื้นเมืองเค้า ส่วนผมก็ทำอาหารไทย) ซึ่งไปกับโฮสต์ครับ ก็แยกของว่าอะไรบ้างที่โฮสต์จ่าย อะไรที่ผมจ่าย ตอนเข้าคิวก็เข้าติดกันครับ โฮสต์จ่ายไปก่อน ทีนี้พอถึงทีผม โฮสต์กำลังเขียนเช็ค ผมก็เปิดกระเป๋าตังค์ดู

ปรากฏว่า...แบ็งค์หายไปหมดเลย...

กระเป๋าตังค์ว่างเปล่าครับ เหลือแต่พวกกระดาษโน้ตต่าง ๆ ข้างใน ส่วนเงินนี่หายหมดเลย มีประมาณ $100 ได้ครับ เพราะเพิ่งเบิกตังค์เพื่อเอามา่จ่ายค่า Track ต่าง ๆ ตอนวันอาทิตย์ ก็เลยบอกโฮสต์ว่า "I think someone steal my money..." ตอนแรกนึกว่าโฮสต์ไม่ได้ยินครับ เค้าบอกประมาณว่า "You don't have any money? You can pay me back later." แล้วเค้าก็บอกแคชเชียร์ให้เอาของที่ผมซื้อไปคิดเงินรวมกับของที่โฮสต์ซื้อเลย

ตอนอยู่บนรถผมก็เงียบตลอดทางสิครับ คิดแต่เรื่องนั้น ตอนนั้นผมพอจะโยงเรื่องได้แล้ว ว่าตังค์คงโดนขโมยไปพร้อมกับไอพอดเมื่อวานนี้เนี่ยแหละ (เพราะผมไม่ได้เปิดกระเป๋าตังค์เช็คเมื่อวาน เลยไม่ชัวร์) ซึ่งผมคงไม่ได้ทำเงินตกหล่นเพราะไม่มีทางที่มันจะหายไปแต่เงินในกระเ๋ป๋าตังค์แน่ ๆ

พอกลับถึงบ้านโฮสต์ก็ถามเลยครับ ว่า "Are you really think someone steal your money?" นึกว่าไม่ได้ยินซะอีกนิ = =" ผมก็อธิบายโฮสต์ไปตามที่บอกข้างบน แล้วก็...ร้องไห้ตามสเต็ป >[]

ตื่นมาอีกทีประมาณสองทุ่มครับ นอนไปประมาณสองชั่วโมง ก็กินข้าวเย็น แล้วก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่คุยเกี่ยวกับเรื่องของหาย ยิ่งคุยยิ่ง sad T________T~ จากนั้นก็ทำอาหารเตรียมตัวไปวันพรุ่งนี้ ซึ่งผมทำ Kai Satay (ไก่สะเต๊ะ) ครับ ไปเอา recipe มาจากเว็บ family.com ตอนนี้อยู่ในตู้เย็นแช่ไว้ครับ พรุ่งนี้ค่อยตื่นเช้ามาอบไก่แล้วเอาไปเสียบไม้~

เอาล่ะ กลับมาที่เรื่องของหาย ผมค่อนข้างเชื่อใจโรงเรียนผม (Journeys School) เป็นพิเศษ เพราะเป็นโรงเรียนที่เล็กมาก ๆ + ทุกคนก็มีโน้ตบุ๊คติดตัว และคนที่นั่นก็นิสัยดีทั้งนั้น เลยคิดว่าไม่น่าใช่โรงเรียนผมแน่ น่าจะเป็นตอนไป High School ตอนเย็นเพื่อซ้อมวิ่งมากกว่าครับ

วันนั้นเนี่ย (วันพุธ) ผมก็ไป High School เพื่อซ้อมเหมือนทุกวัน ซึ่งวันนี้ใน Locker Room (หรือคล้าย ๆ ห้องเปลี่ยนชุด) เนี่ย มีพวกทีมฟุตบอลที่เป็นคน Hispanic (คนที่ใช้ภาษาสเปนครับ เช่น แม็กซิกัน) อยู่ในห้องนั้นประมาณ 3-4 คนเปลี่ยนชุดอยู่ ซึ่งคนพวกนั้นอยู่ติดกับล็อกเกอร์ที่ผมเก็บของพอดี และวันนั้นผมหยิบกระเป๋าตังค์มาเอาเงินด้วย เพราะต้องเอาเงินไปจ่ายค่ารูปกับค่าชุดทีม แล้วล็อกเกอร์ผมไม่ได้ล็อก (จริง ๆ คือมันไม่มีที่ล็อก เข้าใจว่าถ้าอยากได้ตัวล็อกต้องหามาเอง) ซึ่งปกติผมเก็บไว้ก็ไม่เคยมีของอะไรหาย

คิดว่าคนที่ขโมยน่าจะเป็นคนในนั้นแหละครับ เพราะมันคงเห็นผมหยิบกระเป๋าตังค์ออกมาจากเป้แน่ ๆ แต่ไม่มีเบาะแสอะไรเลย + ผมจำหน้าพวกนั้นไม่ได้ด้วย = =" จำได้แต่ว่าเป็นพวก Hispanic (เพราะแยกออกง่ายมาก ๆ ระหว่างคนขาวกับ Hispanic) ก็ไม่รู้จะทำยังไงล่ะครับ แต่โดนไปรอบนึงแบบนี้เข็ดล่ะ คิดว่าพรุ่งนี้จะย้ายไปล็อกเกอร์รูมที่อยู่อีกฝั่งดีกว่า (ในยิมมีล็อกเกอร์รูมสองห้องครับ ห้องที่ผมใช้อยู่ตอนนี้มันอยู่ตรงกลาง แชร์สองยิม แต่อีกห้องใช้แค่ในยิมที่ผมซ้อมยิมเดียว)

ก็ต้องดูกันต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่คิดว่าคงได้คืนมายากมาก ในห้องเปลี่ยนชุดเค้าก็คงไม่ติดกล้องวงจรปิดไว้หรอก หวังว่าจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีกนะ (ถ้าโน้ตบุ๊คหาย คงแทบกระอักเลือดตายเลยล่ะ = =" เพราะอยู่นี่ใช้ที่โรงเรียนบ่อยมาก)

ฝากไว้เป็นอุทาหรณ์สำหรับคนที่เข้ามาอ่านครับ~ ว่าอย่าไปวางใจอะไรมากนัก พวกล็อกเกอร์เนี่ย ถ้าหาที่ล็อกมาได้ก็ล็อกดีกว่า ไม่ก็เก็บไว้ในที่ที่เราเห็นได้/หรือเห็นได้ว่าใครเข้า-ออกห้องนั้นบ้าง (หรือล็อกเกอร์รูมที่มีทางเข้าด้านเดียวนั่นเอง) ให้ดีที่สุดก็เอาติดตัวไปเลยครับ เพราะถ้าเกิดเรื่องแบบที่เกิดกับผมขึ้นเนี่ย เครียดแน่ ๆ... (แบบที่ผมเครียดอยู่นี่ไง >o<)

ยิ่งพอมาอยู่ไกลบ้านแบบนี้แล้วยิ่งเครียดกว่าเดิม พ่อแม่ไม่ได้อยู่ใกล้ ๆ (แต่...อย่าลืมว่ายังมีโฮสต์นะ :) )

Life goes on... ชีวิตก็ยังเดินต่อไป... สองเดือนที่เหลือนี่จะระวังมากกว่าเดิมแน่ ๆ ครับ...  

โอ้ ไม่ได้อัพบลอคมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย หวังว่าจะยังมีคนอ่านอยู่นะ =_________=~

มีเรื่องอยากแพล่มมากมาย แต่ไม่รู้จะเริ่มจากอะไรก่อนดี เอนทรีนี้เรื่องราวปนกันมั่วอย่าว่ากันน้อ โฮะๆ

เริ่มจาก.... เืรื่อง Sled Party ละกัน ก่อนอื่นอธิบาย Sled ก่อน เพราะคิดว่าหลายคนอาจไม่รู้จัก >_<"

http://www.greatoutdoorprovision.com/graphics/living/sled_kid.jpg

มันคือการนั่งบนสิ่งที่เค้าเรียกว่า Sled = =~ ซึ่งมีหลายรูปแบบให้เลือก นั่งแล้วสไลด์ลงมาจากเนิน ยิ่งถ้าทำทางให้เป็นเนินชันสำหรับโดดยิงมันส์  หรือจะสไลด์ลงไปตามทางก็ได้ หรือถ้าชอบแบบ Extreme ก็สไลด์ลงมาจากเนินเขาชัน ๆ ที่คลุมด้วยหิมะ ขอบอกว่าสุดยอดมาก =w=b แต่ต้องอย่าลืมใส่ Goggle นะ = =" (ไม่งั้นจะเป็นแบบผม หิมะเข้าตามองไม่เห็นเลย =[]@!) 

แล้ว Sled Party คืออะไร? มันก็คือปาร์ตี้หนึ่งที่จัดใกล้ ๆ เมืองที่ผมอยู่ จัดในหมู่บ้านเล็ก ๆ คนที่ไปส่วนใหญ่ก็เป็นคนในหมู่บ้านนั้นแหละ แต่เผอิญว่าโฮสต์ผมมีเพื่อนอยู่ในหมู่บ้านนั้น เลยได้ไปกับเค้าด้วย หมู่บ้านอยู่ในจุดที่หิมะลงสะใจมากครับ เยอะกว่าในเมืองเยอะ ซึ่งในเมืองนี้ถ้าใครได้อยู่บ้านใหญ่ ๆ + Location ดี ๆ (บนภูเขา) แบบบ้านในหมู่บ้านนี้ ต้องรวยพอสมควรเลย  (อาจเป็นเศรษฐีได้เลยล่ะ ถ้าเทียบเป็นเงินไทย =________=") หรือไม่ก็เป็นสมบัติตกทอดมาจากพ่อแม่อะไรประมาณนั้น

กลับเข้าเรื่อง Sled Party~ อย่างที่บอกว่าหมู่บ้านนั้นออกแนวอยู่บนเขา มีทางตัดไปตัดมาขึ้นเขา และบ้านก็อยู่ตามระหว่างทางนั้น เพราะั้งั้นพอขึ้นไปถึงยอดเขา (ไม่ใช่ยอดหรอกจริง ๆ แล้ว แต่ไม่มีถนนตัดขึ้นไปแล้วอะ) ก็สามารถ Sled ลงมาได้ครับ >_<b จะ Sled ไปตามถนนที่ปกคลุมด้วยหิมะก็ได้ หรือจะไปข้าง ๆ ที่เป็นทางชันลงเขาก็ได้ (ชันจริง ๆ นะ เกือบ 90 องศา หึหึ) ซึ่งระหว่างสามารถเข้าไปพักฟื้น หาของกิน ในบ้านคนที่จัด Sled Party นี้ขึ้นมาได้ แต่ผมไม่เข้าอะ กำลังสนุกอยู่ >___<"

ตอนแรกก็ Sled ลงตามถนนก่อนครับ บางจุดมันเรียบไป ต้องลาก Sled เดินเอา = =" เพราะงั้นจุดสำคัญคือต้องอย่าปล่อยให้สปีดตก คนในหมู่บ้านนั้นค่อนข้างเชี่ยวครับ อ้อ! เพิ่มเติมว่าคนในหมู่บ้านที่พูดถึงนี่มีตั้งแต่เด็ก ๆ จนถึงผู้ใหญ่หน่อย ๆ เลยน้อ =w= (ประมาณ 50-60 ยัง Sled เล้ย = =~) คนในหมู่บ้านเค้าสอนทริคให้ครับ แบบว่าต้องใช้มือปาดหิมะข้าง ๆ เพื่อเลี้ยว + เพิ่มความเร็วอะไรพวกนั้น =[]@!

ไปตามถนนได้สักรอบสองรอบ โฮสต์ที่ Sled ด้วยกันก็ตัดสินใจเข้าไปพักในบ้านครับ (โฮสต์ไม่มี Ski Pants ใส่ยีนส์มา ถ้า Sled มากไปยีนส์เน่าครับ = =" มันไม่ทนกับพวกหิมะ น้ำ) ผมก็เลยออก Sled คนเดียว คราวนี้เห็นคนส่วนใหญ่เค้าไปลองสไลด์ทาังชันกันครับ + เห็นเด็กสไลด์อยู่ด้วย เลยไปลองมั่ง *O* ถ้าเด็กสไลด์ลงทางนั้นได้ ไอเราก็ไม่น่าจะตายนิ <= คิดแบบนั้นแล = =~

ทางที่สไลด์ลงนี่หิมะหนาประมาณเกือบครึ่งเข่าได้ครับ ตอนแรกจะยังไม่ชันมาก แต่พอไปถึงครึ่งทางแล้วจะเจอจุดที่ชันสุด ๆ ครับ ยาวด้วย ลงไปเจอถนนเดียวกับที่คนอื่น Sled ลงมาทางถนน~ แต่ถึงชันมันก็ยังดูน่ากลัวน้อยกว่าเขาชัน ๆ ธรรมดาเยอะ เพราะหิมะหนา ๆ แบบนี้กระแทกไปก็ไม่เจ็บ =w=b

ถามว่าเสียวมั้ย... สุด ๆ =________=" มันไม่ใช่แค่หิมะอย่างเดียวด้วย มีกิ่งไม้เล็ก ๆ ระหว่างทาง แต่ไง ๆ ก็ต้องลงไปอยู่ีดี เลยลงไปในที่สุด =3=~ แล้วก็.... อ๊ากกกกกกกก หิมะเข้าตา ยิ่งสไลด์ลงไปมากเท่าไรยิ่งเข้าตามามากเท่านั้น มองทางไม่เห็นแต่ก็ยังกระแดะพยายามมองครับ เสียวหัวกระแทกถนนดับ เหอ ๆ แต่มันมองไม่เห็นอะ เลย Faceshot หิมะเข้าไปเต็ม ๆ (มันคือการที่หน้าทิ่มหิมะอย่างสมบูรณ์แบบนั่นเอง =_=") เพราะงั้นอย่างที่บอกไว้ตอนแรก ใครจะไป Sled ในที่แปลก ๆ ให้เตรียม Goggle ไปด้วยน้อ =w=b

ตอนลงมาถึงนี่หน้าเต็มไปด้วยหิมะครับ หนาวมาก ToT แต่สนุกอะ >///< ก็เลยลงไปทางนั้นอีกรอบสองรอบ ครั้งต่อไปนี่ตอนลงเนินชันแล้วหลับตาเลยครับ ไง ๆ ก็มองไม่เห็น (กร๊าก) แล้วก็... Faceshot อะเกน =________="

ได้เจอเด็กคนนึงด้วยครับ ชื่อ Cole เจ็ดขวบ~ เค้าพาไป Sled อีกทางนึงครับ มันจะเป็นเนินใกล้กับบ้านคนจัด Sled Party ซึ่งตอนแรกผมเห็นผู้ใหญ่คนนึงสไลด์ลงไปแต่ไม่กล้าทำตาม =3=" มันน่ากลัวอ่า  คราวนี้เด็กเจ็ดขวบชวน อาร๊ายยยยย =[]@! เด็กยังทำได้ (อีกแล้ว) เรอะ เลยลงไปมั่ง *O* พบว่ามันไม่ยากอย่างที่คิดครับ แค่ต้องระวังพุ่มไม้หน่อย ไอเนินชัน ๆ อันก่อนหิมะเต็มหน้ามากกว่าเยอะ =w=b

จบเรื่อง Sled Party = =" เรื่องเดียวแพล่มยาวจัง ต่อด้วยเรื่องสโนว์บอร์ดละกัน เข้ากับหน้าหนาวดี~

ปกติผมจะสโนว์บอร์ดกับโรงเรียนครับ เป็นสกีโปรแกรมทุกวันจันทร์ นักเรียนเลือกได้ว่าจะเรียนอะไร (จ่ายตังค์น้อ =w=") ผมก็ลงสโนว์บอร์ดครับ ครูดี + สถานที่ดี (Teton Village) เลยได้อะไรค่อนข้างเยอะ แต่สกีโปรแกรมเพิ่งหมดไปจันทร์ที่แล้วครับ วันนี้โฮสต์เลยพาไปเรียนที่สกีรีสอร์ทใกล้บ้าน Snow King

จากที่สอบถามเพื่อนมา ในหมู่สกีรีสอร์ทแถว ๆ เมืองนี้ (Snow King, Teton Village, Targhee) ของ Snow King ห่วยสุด =[]@! (แต่ก็ถูกสุดด้วย) มันใกล้บ้านนี่นา =_______=" เอาเต๊อะ

พอไปถึงสกี สกูล หรือสถานที่เรียนสกี ก็พบว่าที่ทำการนี่เป็นแค่ตึกเล็ก ๆ เล็กจริง ๆ ครับ ประมาณ... ห้องพักตามอพาร์ทเม้นท์ถูก ๆ ห้องนึงได้ = =" มีพนักงานอยู่คนสองคน แต่ถึงจะเล็กก็ไม่ใช่ปัญหาครับ ภูเขาข้างหลังสำหรับสโนว์บอร์ดมันใหญ่ =w="

สำหรับผู้เริ่มต้น เค้าจะฝึกที่ที่เรียกว่า rope tow ครับ มันจะเป็นเนินที่ขึ้นไปได้โดยการจับตรงเชือก แล้วเชือกจะลากเราขึ้นไป เพื่อให้เห็นภาพก็เอารูปไปดู~

http://www.machovec.com/rope/images/skirope.jpeg

จะคล้าย ๆ ในภาพ แต่ที่สกี สกูลมีที่จับสีดำ ๆ ครับ จับเชือกไม่ได้ มันเร็ว + ทำมือเจ็บเอาง่าย ๆ =_____=" ซึ่งอีกชื่อหนึ่งคือ Ski tow ครับ นั่นหมายความว่า "มันออกแบบมาสำหรับสกี! =[]@!" เพราะงั้นถ้าไปด้วยสโนว์บอร์ดแบบผมนี่ล้มสถานเดียว = =~ โดนเชือกลากขูดพื้นเลยครับ ผมขึ้นไปได้รอบนึงตอนรอครูสอน พอครูมาเค้าก็พาขึ้นลิฟต์ (แชร์ ลิฟต์สำหรับขึ้นบนเขานะ = =" ไม่ใช่แบบในตึก) แล้วก็ไปสโนว์บอร์ดบนนั้น แชร์ลิฟต์ดีกว่า rope tow เยอะ ถึงตอนลงจากลิฟต์ชอบล้มก็เหอะ =___=

ถ้าเป็นที่ Targhee หรือ Village เค้าใช้ไอที่เรียกว่า Magic Carpet แทน rope tow ครับ โอเค ชื่อมันเหมือนของวิเศษในอาละดิน แต่ไม่ใช่น้อ ไปดูภาพละกันจะได้เก็ต

http://content.answers.com/main/content/wp/en-commons/thumb/0/07/180px-Magic_carpet_uphill_loaded_P1437.jpeg

แบบนี้ครับ แค่ยืนบนทางแล้วเค้าจะลากเราขึ้นไป ง่ายกว่าเยอะนิ  =w=b

เรียนที่สโนว์คิงก็พอใช้ได้ครับ ไม่แย่เกินไป แต่เหนื่อยอะ =3=" ฝึก Toe-side ที่ไม่ถนัด ToT + ทางที่นี่ไม่ใช่ตรง ๆ ลงไปธรรมดาซะด้วย มีเลี้ยวไปเลี้ยวมา =________=" ถ้าสโนว์บอร์ดคนเดียวเสียว ๆ อยู่ว่าจะหลงแฮะ

ข้อเสียคือตอนเหนื่อย ๆ ลงมาถึงเนี่ย ไม่มีตู้น้ำให้กิน =[]@! ถ้าเป็นที่อื่นเค้าจะมีตู้น้ำบริการด้วย แต่ที่นี่ก็อย่างที่บอกว่าสกี สกูลเป็นกระต๊อบเล็ก ๆ พอถามเรื่องน้ำเค้าก็บอกว่าตรงอีกกระต๊อบที่ขาย Lift Ticket มีขายน้ำ $1 อยู่ด้วย ซึ่งตอนนั้นไม่มีเงินติดตัวเลย = =" เลยเดินกลับบ้านไปกินน้ำ + พักฟื้น ครึ่งกิโลได้มั้งนั่น = =" ซึ่งมันก็พอโอเคแหละถ้าไม่มีสโนว์บอร์ดล่ะก็นะ...

แพล่มไปเยอะ พอแล้วมั้ง  >///< มีข่าวแจ้ง คือ วันพุธนี้จะออกเดินทางไป Winter Journey ครับ หลังจากฤดูที่แล้วไป Journey แบกแบ็กแพ็คหนักโคตรขึ้นเขา 5 วัน คราวนี้ก็ออกถิ่นกันดารอีกแล้วครับ แถมนอนในเต๊นท์อีก =______=" ฤดูหนาวนี่อย่างต่ำก็ 0 องศาเซลเซียสอะ ถ้าหนาว ๆ หน่อยนี่ลงไปถึง -40 องศาเลย แถมช่วงนี้พายุหิมะเพิ่งเข้าอีก วันพฤหัสกับศุกร์ที่แล้วพายุหิมะแรงมากจนเค้าต้องปิดถนนอีกฝั่งอะ ฝั่งทางเมืองพายุเบากว่า ถนนทางเมืองเลยเปิด ผมบ้านอยู่ทางเมืองเลยโชคดี ส่วนคนที่อยู่อีกฝั่งก็ต้องนอนค้างฝั่งนี้ =______=~ ซวยไป

คราวนี้ไปสามวันสองคืนครับ น้อยกว่าคราวที่แล้วหน่อย กลับมาคงได้อัพ Journal ที่เขียนระหว่างแคมป์นั่นแล เหมือนตอนไปฤดูที่แล้ว~

อีกอย่าง ไม่รู้เค้าคิดยังไงถึงจัดคร่อมวันวาเลนไทน์ กลายเป็นได้ฉลองวาเลนไทน์กับโรงเรียนเลย =[]@! เหอ ๆ  วาเลนไทน์ที่นี่คึกคักกว่าไทยพอสมควรอะ มีของวาเลนไทน์ขายเต็มเลย >_<" ว่าจะซื้อส่งกลับไทย แต่คิดอีกทีส่งกลับไปก็เลยวาเลนไทน์พอดี =________="

เอาล่ะ หมดเรื่องพูดแล้ว ขอบคุณที่ทนอ่านมาจนจบครับ~^^ เม้นท์ด้วยก็ดีน้อ หุหุ 

Tags

ผมกินมาม่ามาจากญี่ปุ่น - -* (Woratana) View my profile

Recommend