usa

Exchange Student Diary 1: Big City – Small City

posted on 06 Jul 2008 21:00 by woratana
Exchange Student Year

2007 – 2008

 

Diary 1: Big City – Small City

                นานมาแล้ว ผมเคยฝันไว้ว่าถ้าได้มีโอกาสไปเรียนในต่างประเทศแม้สักปีหนึ่งก็คงดี หลังจากขลุกอยู่กับการศึกษาไทยมานานตั้งแต่จำความได้ ผมสงสัยมานานว่าพวกโรงเรียนในต่างประเทศเรียนสบายอย่างที่เค้าว่ากันมั้ย แล้วโรงเรียนกวดวิชาจะมีเยอะแยะเหมือนเมืองไทยหรือเปล่า ด้วยความช่างสงสัยนี้เองบวกกับความรู้สึกส่วนตัวที่มองว่าพวกคนที่ไปเรียนเมืองนอกดูเท่ดีว่ะ ทำให้เกิดความรู้สึกอยากสัมผัสประสบการณ์แบบนั้นขึ้นมา

                พอพูดถึงคำว่า ‘ไปต่างประเทศ’ สิ่งที่คนส่วนใหญ่นึกถึงก็คงเป็นประเทศโลกที่หนึ่งที่เจริญแล้ว และสถานที่ท่องเที่ยวสวย ๆ งาม ๆ อลังการงานสร้าง ซึ่งถ้าอยากไปแบบนั้นแนะนำว่าอย่าเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนเลยครับ เพราะโอกาสที่จะได้ไปอาศัยอยู่เมืองใหญ่ ๆ เป็นเวลา 10 เดือนในฐานะนักเรียนแลกเปลี่ยนนี่น้อยยิ่งกว่าน้อย เพื่อนของคนรู้จักผมอีกทีได้ไปอยู่นิวยอร์ก แต่ถ่ายรูปบ้านออกมากลับมีฉากหลังเป็นทุ่งหญ้ากว้างที่ห่างออกมาจากนิวยอร์ก ซิตี้ (New York City นิวยอร์กส่วนที่เต็มไปด้วยตึกสูงเสียดฟ้านั่นแหละครับ)

                ที่พูด (พิมพ์) มานี่ไม่ได้หมายความว่าการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน คือ การไปอยู่กลางทุ่งนากับตายายแก่ ๆ นะครับ เพียงแต่ถ้าหวังว่าจะได้ไปอยู่กับโฮสต์รวย ๆ กลางลอส แองเจลลิสหรือไปอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ เหมือนกรุงเทพฯ ก็คงจะยาก (มาก ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ...) สักหน่อย

                (ความจริงแล้วคนรวยที่อยู่ในเมืองเล็ก ๆ ก็เยอะนะ...)

                แอน เคลลี่ โคออดิเนเตอร์ในเมืองที่ผมไปอยู่ประกาศกร้าวว่า “โครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนจะไม่มีวันส่งเด็กไปอยู่ในเมืองใหญ่ ๆ” (โคออดิเนเตอร์ (Coordinator) คือ ผู้ประสานงานระหว่างทางโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนกับนักเรียนแลกเปลี่ยนนั่นเอง ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่อาศัยอยู่ในเมืองเดียวกันหรือเมืองใกล้ ๆ กับเขตที่เค้าจัดการนั่นแหละครับ) เธอให้เหตุผลเกี่ยวกับการเลือกเมืองสำหรับนักเรียนแลกเปลี่ยนว่า:

1)       เมืองใหญ่ผู้คนก็เห็นชาวต่างชาติจนเบื่อแล้ว เค้าจะไม่ค่อยสนใจเรามากนัก ต่างกับเมืองเล็กที่ผู้คนจะใจดีกับชาวต่างชาติที่พูดอังกฤษได้งู ๆ ปลา ๆ (แบบเรา) เป็นพิเศษ

2)       เมืองเล็กจะปลอดภัยกว่าเมืองใหญ่ ๆ ปัญหาการฉกชิงวิ่งราวจะน้อย (หรือไม่มีเลย) และอากาศยังดีกว่าอีกด้วย

                เมืองเล็ก ๆ อาจไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเร้าใจ และไม่มีห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ สำหรับช็อปปิ้งแบรนด์เนมดัง ๆ อย่างในกรุงเทพหรือนิวยอร์ก

                แต่มันก็มีสเน่ห์ที่จะรู้สึกได้...เมื่อคุณได้อาศัยอยู่ในเมืองนั้น สังคมนั้นจริง ๆ...

                Live on it.

 

                ป.ล. เพราะงั้นใครที่ได้ไปอยู่เมืองเล็ก ๆ ก็ไม่ต้องบ่นหรอก จะมีสักกี่คนที่โครงการแลกเปลี่ยนเค้าจะส่งไปเมืองใหญ่ ถ้าจ่ายตังค์ไปเรียนเอง จ่ายค่ากินค่าอยู่เองก็อีกเรื่องหนึ่ง (ซึ่งแพงกว่าค่าโครงการแลกเปลี่ยนสองเท่าขึ้นไปแน่นอน)

                ป.ล.2 เมืองเล็กไม่ได้หมายความว่าไปอยู่แล้วจะลำบากกว่าเมืองใหญ่ มันลำบากเท่ากันหมดแหละ!

สวัสดีครับ กลับมาอัพหลังจากดองไปเสียนาน :)

คือเพิ่งกลับมาจากงาน Prom ครับ และคิดว่าน่าจะอัพบลอคสักหน่อยก่อนสมองปลาทอง ๆ นี้จะลืม =___+'

ก่อนเข้าเรื่องจะอธิบายก่อนละกันน้อ เผื่อใครไม่รู้ว่า Prom คืออะไร งาน Prom นี้เป็นงานเต้นที่เค้าจะจัดขึ้นช่วง ๆ ท้ายปี (ช่วงนี้แล) และเป็นงานที่จะไปได้เฉพาะเกรด 11 - 12 (มอห้ากับมอหก) เท่านั้นครับ ยกเว้นว่าคู่เต้นของเราอยู่มอห้ากับมอหก ถ้าแบบนั้นถึงเราอยู่มอไหนก็ไปได้ =w=/ ถ้าพาไปเป็นคู่้เต้นรำง่ะนะ

บรรยากาศโดยรวมก็เหมือนกับงานเต้นรำทั่วไป คือ เปิดเพลงแดนซ์ (นาน ๆ ทีจะมีเพลงช้า -w-~ แต่ก็พอมีฮะ) แต่คนที่มางานนี้ทุกคนจะแต่งตัวหรูหมดครับ คือ ผู้ชายก็ทักซิโด้ ผู้หญิงก็ชุดเต้นรำหรูหรา

ไอผมก็หาทักซิโด้เช่าไม่ได้ - -" ก็เลยใส่สูทที่แบกมาจากไทยไป ได้ใช้คุ้มจริง ๆ สูทตัวนี้ตอน Model UN ก็ใส่ไปทีนึงล่ะ >_>/

แต่...ไหงรู้สึกว่าสูทมันตัวเล็กลงฟระ =[]@!

เนื่องด้วยสมองปลาทอง เลยจำไม่ได้ว่าคราว Model UN สูทมันรู้สึกตัวเล็กเหมือนตอนนี้มั้ย แต่ขยับแขนไม่ถนัด TwT' คิดภาพตอนเต้นแล้วยกแขนขึ้นสุดไม่ได้ ทรมานมากส์ =w=+

กางเกงก็หลวมเหลือเกิ๊น - -' พอดีเพิ่งไปสอยมาจาก K-Mart $15 เพื่องานนี้โดยเฉพาะ แต่เพราะไม่้ได้เอากางเกงที่เข้ากับสูทมาจากไทยง่ะนะ ตัวที่ไทยก็โคตรคับด้วย - -" ตอนเข้าเฝ้างี้ทรมานมากถ้านั่ง (โลกนี้มันมีความพอดีมั้ยฟระ =0=)

ส่วนรองเท้าก็...พื้นเตี้ยมาก - -" (ไม่ก็กางเกงยาวไป) ขากางเกงลากพื้นแทบทั้งงาน (ต้องคอยดึง -3-) สรุปว่างานนี้ชุดค่อนข้างเน่า -3- คนอื่นมองอาจดูเหมือนไม่มีอะไร แต่จริง ๆ ข้างในเน่าหลาย -0-...

ผมไม่มีคู่เต้นฮะ ไปกับเพื่อนเป็นกลุ่มแทน :3 ต้องเข้าใจว่าไม่ถนัดเรื่องพวกนี้ด้วย -///-~

งานเริ่มตอนสามทุ่มครับ ตอนเที่ยงวันเพิ่งฉุกละหุกวิ่งไปหาซื้อรองเท้าที่ Browse N Buy (ร้านขายของมือสองของโบสถ์แถว ๆ นั้น) ได้รองเท้า (เน่า ๆ - -" ตามที่บอกไปข้างบน) มา ราคา $3

เมื่อวานไป K-Mart ซื้อกางเกงที่เข้ากับสูทมา ตอนแรกเกือบซื้อรองเท้าด้วยแล้วแหละ แต่รองเท้า $21 แล้วใส่ครั้งเดียว ไม่แบกกลับไทยนี่ไม่ไหวอะ - -" (ไม่แบกกลับไทยแน่ ๆ รองเท้ามันหนัก~)

ตอนเย็นก็มีเพื่อนโฮสต์มาทานข้าวที่บ้านฮะ อยู่ถึงประมาณสามทุ่มเค้าก็ไปดูหนัง เลยออกจากบ้านราวสามทุ่มยี่สิบเพื่อไปงาน Prom ซึ่งงานนี้จัดขึ้นใน Museum ที่อยู่ออกนอกตัวเมืองไปนิดนึงฮะ (ขับรถประมาณ 5 - 10 นาที)

ไปถึงก็เจอประตูทางเข้า ซึ่งมีคนใส่ชุดสูทหรู ๆ เดินไปเดินมา งานนี้หรูขนาดที่ว่ามีคนมาเปิดประตูให้ตอนเราเดินเข้า เห็นได้ว่าเค้าให้ความสำคัญกับงานนี้มากครับ (มันเป็นงานเต้นมอปลายครั้งสุดท้ายของคนที่อยู่เกรด 12 ด้วยล่ะ)

เข้าไปลงทะเบียน พอเค้าถามว่านามสกุลผมอะไร ผมก็บอกว่ามันขึ้นด้วย N -0-' นามสกุลคนไทยพอมาที่นี่มันจะดูแปลกตาสำหรับคนที่นี่มาก เพราะปกติเค้า (คนที่นี่) นามสกุลสั้น ๆ กัน แต่นามสกุลผมเล่นไป 15 ตัวอักษร -__________-/ แถมอ่านยาก (สำหรับคนที่นี่) อีก

เห็นคนอื่น ๆ เค้าควงกันมาแล้วแอบอิจฉา เหอะ ๆ แต่ละคนก็แต่งตัวกันหรูดี ดูแล้วเป็นผู้ใหญ่กันมากมาย

ลงทะเบียนเสร็จก็เข้างานครับ ก่อนเข้าจะมีโต๊ะที่มีหน้ากากสี ๆ วางอยู่ หน้ากากรูปแบบเป็นยังไงนั้น ก็ราว ๆ นี้...

ผมก็หยิบมาอันนึง แต่ไม่ได้ใส่ -______-a เข้าไปในงานก็เจอพวกเพื่อนอยู่ข้างใน ส่วนใหญ่เกรด 12 กันหมดฮะ

สิ่งที่ทำในงานนี้ก็เหมือนงานเต้นรำทั่วไป คือ เต้น... =[]=~ + เดินไปจิบน้ำนิดหน่อย ของที่เค้าใช้เทน้ำออกมาหน้าตาเหมือนกับเค้กงานแต่งงานที่เป็นชั้น ๆ อะฮะ หรูมากมาย =w=b

เพลงที่เปิดส่วนใหญ่ก็คือเพลงแดนซ์มัน ๆ นั่นแล จะว่าไปงานเต้นส่วนใหญ่เค้าก็เปิดแต่เพลงซ้ำ ๆ ง่ะ - -" เพลงเต้นที่ัวัยรุ่นที่นี่ชอบมีไม่แค่พวกนั้นล่ะมั้ง -________-~

สามชั่วโมงเร็วมากครับ เต้นไปเต้นมา ดูนาฬิกาอีกทีก็พบว่ามันเที่ยงคืนซะแล้ว เวลามันเร็วแบบนี้นี่เอ๊ง >_>" (ไหงตอนอยู่ในห้องเรียนเวลามันอืดจัง เหอ ๆ)

จบงานก็แยกย้ายกันกลับครับ พอดีผมไม่มีรถ (มีก็ขับไม่เป็น = =" ขับเป็นก็ขับไม่ได้ เพราะผิดกฎนักเรียนแลกเปลี่ยนฮะ :3)  เพื่อนก็เลยจะไปส่ง แล้วรถของเพื่อนคนแรกดันเต็ม เลยไปกับเพื่อนคนที่สอง

ตอนที่รถกำลังถอยหลังเพื่อออก ก็ได้ยินเสียง ตึง! ดังมาก รู้เลยว่าชนอะไรเข้าซะแล้ว

รถคันที่เพื่่อนผมถอยไปชนก็วิ่งไปจอดข้าง ๆ ครับ ประตูด้านข้างของเค้าบุบเป็นรอย ส่วนรถเพื่อนผมไฟท้ายข้างหนึ่งแตก ก็มีครูที่เป็นคนจัดการงานพรอมมาช่วยเคลียร์ครับ เค้าก็โทรเรียกตำรวจ ตำรวจมาก็ทั้งสองฝ่ายยื่นใบประกันรถกับใบขับขี่ แล้วตำรวจก็หายเข้าไปในรถตำรวจจัดการอะไรสักอย่าง

เพื่อนผมเค้าก็โทรหาเพื่อนคนแรกให้กลับมารับผมไปส่ง แบบว่าใจดีมากมาย =[]= คือรู้สึกสงสารเพื่อนคนนั้นมากอะ มันเป็นรถพ่อแม่เค้าด้วย แล้วก็รู้สึกจะเป็นครั้งแรกที่เค้ามีปัญหาแบบนี้เกิดขึ้น แถมยังเป็นวันเดียวกับงาน Prom ตอนเที่ยงคืนที่พ่อแม่ไม่ได้อยู่ด้วยอีก

คิดในใจว่าถ้าเป็นผมเจอปัญหาแบบนี้ คงสับสนไม่รู้ว่าจะทำอะไรล่ะครับ คงรู้สึกแย่มาก ๆ เลย TwT'

อย่างไรก็ตาม เพื่อนคนแรกก็กลับมารับแล้วก็พามาส่งที่บ้านฮะ

ตอนนี้กำลังนั่งดูหนังเรื่อง The Mist อยู่เนื้อเรื่องมาจาก Stephen King นักเขียนนิยายสยองขวัญที่โด่งดังมาก เรื่องราวเกี่ยวกับหมอกที่ปรากฏขึ้นมาพร้อมตัวประหลาด แล้วฆ่าคนไปมากมาย ซึ่งเรื่องนี้แบบว่ากดดันโคตร ๆ -______-" ถ้าคิดจะดูทำใจหน่อยฮะ

ไปก่อนดีกว่าน้อ เม้นท์ทิ้งไว้นิดก็ดีครับ >_>/ เหอๆ

Tags

ผมกินมาม่ามาจากญี่ปุ่น - -* (Woratana) View my profile

Recommend