day

หลาย ๆ คนอาจไม่รู้ว่า วันนี้ (29 กรกฎาคม) เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ

 ผมเองก็เพิ่งมารู้เมื่อไม่กี่วันก่อนเหมือนกัน... ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีวันชื่อนี้อยู่ในปฎิทินด้วย

(พอไปดูปฎิทินฉีกแนวจีน ๆ ที่ที่บ้านใช้อยู่ ก็เห็นว่าไม่ได้บอกว่าวันที่ 29 กรกฎาเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ เข้าใจว่าปฎิทินอันนี้คงลงแค่เฉพาะวันสำคัญทางศาสนา วันสำคัญของคนไทยเชื้อสายจีน และก็วันสำคัญ ๆ ของไทยบางวันเท่านั้น)

จากที่เข้าไปอ่านวิกิพีเดียมา เค้าบอกว่า...

วันภาษาไทยแห่งชาติ ตรงกับวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ของทุกปี รัฐบาลได้ประกาศให้วันนี้เป็นวันสำคัญ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๒ เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จราชดำเนินไปทรงอภิปรายเรื่อง “ปัญหาการใช้คำไทย” ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิที่ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันภาษาไทยแห่งชาติมีขึ้นตั้งแต่ปี 2542... (9 ปีได้แล้ว) แต่คนรู้จักวันนี้กลับมีไม่มากนัก

เพิ่งดูข่าวตอนเย็นช่อง 3 เค้ามีการพูดถึงโพลล์เกี่ยวกับภาษาไทย จำได้บ้างไม่ได้บ้างว่ามีหัวข้ออะไรมั่ง อย่างหนึ่งที่จำได้ก็คือ... ตัวอักษรที่คนไทยชอบมากที่สุด คือ ก.ไก่ และรองลงมาคือ ส.เสือ... (มีใครชอบ ค.ควาย มั่งน้อ -0-)

ในบลอคของคุณ Chubby ก็ได้เอาโพลล์ของทาง ABAC มาพูดถึง ไม่แน่ใจว่าเป็นอันเดียวกับที่ช่อง 3 เอามาหรือเปล่า ลองมาดูกันนะครับ

ร้อยละ 21.5 ไม่ทราบว่าภาษาไทยมีพยัญชนะกี่ตัว....(44 ตัว)
ร้อยละ 86.7 ไม่ทราบว่าภาษาไทยมีสระกี่รูป............(21 รูป)
ร้อยละ 73.7 ไม่ทราบว่าภาษาไทยมีวรรณยุกต์กี่รูป...(4 รูป 5 เสียง)
ร้อยละ 92.4 ไม่ทราบว่าร้อยแก้วคืออะไร (คำประพันธ์ที่ไม่บังคับคณะและสัมผัส เช่น เรียงความ)
ร้อยละ 89.6 ไม่ทราบว่าร้อยกรองคืออะไร (คำประพันธ์ที่บังคับคณะและสัมผัส เช่น กาพย์ กลอน)

อันแรก ภาษาไทยมีพยัญชนะกี่ตัว นี่มีคนไม่รู้แค่ 21.5% เท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ได้น่าเป็นห่วงมากนักเพราะถึงลืมว่ามีกี่ตัว แต่มันก็ไม่มีผลกระทบอะไรในการอ่านเขียนภาษาไทยในชีวิตประจำวัน

อันที่สอง สระมีกี่รูป อันนี้สารภาพว่าผมเองก็ไม่ทราบมาก่อนเหมือนกัน และไม่ได้สนใจอะไรมากด้วยเพราะเหตุผลเดียวกับด้านบน

อันที่สาม ภาษาไทยมีวรรณยุกต์กี่รูป อันนี้ถ้าออกในข้อสอบภาษาไทย มีโอกาสครึ่งต่อครึ่งที่ผมจะตอบผิด (เพราะสับสนระหว่าง "รูป" กับ "เสียง") โดยส่วนตัวคิดว่าอันนี้ไม่ทราบตัวเลขก็ไม่เป็นไรครับ ถ้าในชีวิตประจำวันอ่านคำต่าง ๆ ได้ไม่ผิด (และไม่วิบัติ) ก็น่าจะโอเคแล้ว

อันที่สี่กับห้า ร้อยแก้วกับร้อยกรองคืออะไร เนื่องจากผมเพิ่งเรียนเรื่องนี้ตอนปีที่แล้ว และตอนอ่านกระทู้ในบอร์ดฟิคก็เคยเห็นคนเอาเรื่องพวกนี้มาโพส ก็เลยจำได้ติดหัวคิดว่าคนส่วนใหญ่คงคุ้นกับคำว่า "ร้อยกรอง" มากกว่า "ร้อยแก้ว" เพราะตอนเรียนเกี่ยวกับกาพย์กลอนต่าง ๆ ก็จะได้ยินคำว่า "ร้อยกรอง" อยู่บ่อยครั้ง

ในข่าวช่องสามที่ดูวันนี้ พิธีกรก็พูดถึงเรื่องที่ว่า มีคนไทยจำนวนมากที่เขียน ก.ไก่ ถึง ฮ.นกฮูก ไม่ได้ ซึ่งในที่นี้ก็หมายถึงการเขียนเรียงลำดับทีละตัวให้ครบ 44 ตัว อันนี้ผมเองก็ทำไม่ได้ และคิดว่านักเรียนมัธยมส่วนใหญ่ไม่น่าจะทำได้ เพราะเรามักจะเรียนเรื่องอักษรไทย เรื่องลำดับของมันในช่วงอนุบาล - ประถมต้น พอผ่านช่วงนั้นมาแล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องใช้อีก ในชีวิตประจำวันเท่าที่ผมนึกออก เราจะใช้ความรู้เกี่ยวกับลำดับตัวอักษรเฉพาะตอนเปิดพจนานุกรมเท่านั้นล่ะครับ

(และพจนานุกรมส่วนใหญ่ก็จะมีหน้าสารบัญบอกว่าตัวอักษรไหนอยู่หน้าไหน เพราะฉะนั้นความรู้เกี่ยวกับลำดับตัวอักษรก็ไม่ได้สำคัญมากนัก แค่ทำให้เปิดพจนานุกรมได้เร็วขึ้นนิดหน่อย)

เรื่องสุดท้าย ได้ยินจากข่าววันนี้อีกเช่นกัน เห็นบอกว่าจะมีการทำข้อสอบ TOEFL (หรือ IELTS?) สำหรับภาษาไทยบ้าง ซึ่งจะใช้สอบวัดระดับความรู้ภาษาไทยสำหรับครูและนักเรียน (ฉบับของนักเรียนจะง่ายกว่าสักหน่อย) ผมรู้สึกสองจิตสองใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจจะดีตรงที่ทำให้คนไทยรู้ภาษาไทยมากขึ้น (เพราะต้องอ่านเตรียมสอบ ซึ่งพอสอบเสร็จก็มักจะลืมเลือนไปตามกาลเวลา) ก็คงต้องดูเกี่ยวกับกฎข้อบังคับว่าใครต้องสอบบ้าง แล้วก็เนื้อหาในข้อสอบเป็นอย่างไร ถึงจะบอกได้ว่าดี (ต่อผม...) หรือไม่

สุขสันต์วันภาษาไทยครับ!

และแล้ววันนี้ก็มาอัพบลอคครับ >w</ หลังจากที่ดองมาพักนึง เพราะไม่มีเวลา (เหตุผลสุดโหล แต่ใช้ได้ตลอด 55+) พอดีเพื่อนเมลมาเมื่อวันศุกร์ (ที่ 'เมกาตอนนี้วันศุกร์อยู่เลย = =") บอกว่าวันนี้เป็นวันเด็ก ก็เลยคิดว่าอัพบลอคเกี่ยวกับเรื่องเด็ก ๆ ดีกว่า >_<~

พูดถึงเด็ก ๆ... เขียนอะไรดี =________________=" (เปิดมาก็ตันซะแล้ว) เพิ่มเติมนิดว่าเอนทรีนี้เขียนสด เพราะงั้นนึกไรออกก็เขียนไปเรื่อย ๆ นะครับ อย่าถือสา~

ไหน ๆ ก็อยู่อเมริกามาจะราว 4-5 เดือนแล้ว (ภาษาไม่ขยับเลยเอ็ง = =") ก็ขอพูดถึงเด็กที่นี่ละกันงิ ออกจะต่างจากเด็กไทยนิดหน่อย อ้อ! ออกตัวไว้ก่อนว่าเขียนเท่าที่ผมเห็นนะ อเมริกามันใหญ่ โรงเรียนแต่ละที่ เมืองแต่ละเมืองก็ย่อมต่างกัน (นิดส์นึง) เป็นธรรมดา

เมืองที่ผมอยู่ชื่อ Jackson Hole หรือ รูแจ็คสัน =w=~ รัฐ Wyoming (อ่านว่า ไวโอมิ่ง นะ ตอนก่อนจะมานี่ผมก็อ่านเป็น วอร์มมิ่ง ตั้งนาน 55+) อยู่แถว ๆ เหนือของอเมริกา หิมะรุนแรงใช้ได้ = =~ ตอนนี้ในเมืองก็ประมาณ 5 - 6 นิ้วครับ (สกีรีสอร์ทอยู่ใกล้บ้านซะด้วย ก่อนหน้านี้สร้างหิมะกันทุกวัน หนาวสุด ๆ =______+")

กลับมาที่เรื่องเด็กอเมริกัน ต่างกับเด็กไทยยังไงน้อ =______=/

อย่างแรกเลย ก็ต้องดูที่โรงเรียนก่อนล่ะ โรงเรียนที่ผมอยู่ตอนนี้กับโรงเรียนที่ไทยต่างกันพอสมควรเหมือนกันแหละ เพราะ

1.นักเรียนน้อย โรงเรียนที่ผมอยู่ตอนนี้มีนักเรียน "ทั้งม.ปลาย" ประมาณ 25

^เป็น Public School น้อ ไม่ใช่ High School

(มอปลายที่นี่นับตั้งแต่ ม.3 - ม.6 งิ ไม่ใช่ตั้งแต่ม.4 แบบไทย)

เพิ่มเติม High School หมายถึง โรงเรียนมัธยมปลายของเมืองงิ (ถ้าใหญ่ ๆ จะมีนักเรียนราว 2000 - 3000 คนได้) ส่วน Public เป็นโรงเรียนเอกชน จำนวนนักเรียนขึ้นอยู่กับขนาดโรงเรียนครับ

2.ห้องเรียนหลากอายุ ที่นีไม่ได้เรียนแบบแบ่งเป็นระดับชั้น มีเรียนรวมกับเด็กเกรดอื่นด้วย (ที่นี่เรียกชั้นเป็นเกรด เกรด 12 = มอหกบ้านเรา) และวิชาที่เรียนก็ขึ้นอยู่กับจะลงอะไรบ้าง (บางวิชาบังคับเรียน) ถ้าโรงเรียนใหญ่หน่อยก็มีวิชาให้เลือกมากมายมหาศาล แต่โรงเรียนผมไม่ค่อยมีไรให้เลือกเท่าไร (ภาษาละติน/ ศิลปะ/ Agritecture (ไม่ชัวร์ตัวสะกด = =" ภาษาไทยเรียกว่าไรหว่า คนที่ออกแบบบ้านอะ))

3.เต้นรำ = เทค ที่นี่มีงานเต้นรำ (ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ) ประมาณฤดูละ 2 ครั้งครับ (หมายถึงสำหรับนักเรียน High School นะ) ผมเคยแว่บไปมารอบนึง ปรากฏว่า................ =_______=" งานเต้นรำเหมือนกับเทคบ้านเราเลยครับ (ผมไม่เคยเข้าเทคนะ =///=) แล้วท่าเต้นของเด็ก High School ที่นี่ก็.......... เช่นกัน (เติมคำในช่องว่างกันเอาเอง) เพราะงั้นอย่าตัดสินคนจากหน้าตากับรูปร่างเด็ดขาด = =\=/ ถึงจะเห็นตัวเล็ก ๆ หน้าอ่อน ๆ ก็เหอะ~

4.เข้ามหา'ลัยไม่ใช่ง่าย ๆ ที่นี่มีระบบคล้าย ๆ เอนท์สะท้าน (เปลี่ยนชื่อแล้วสินะ = =") ของไทยเหมือนกัน เค้าเรียกว่า SAT งิ ที่โรงเรียนผมมี (บังคับ) ให้นักเรียนสอบ PSAT (เตรียมตัวก่อน SAT อะ) ด้วย นักเรียนแลกเปลี่ยนไม่ต้องสอบหรอกนะ~

ข้อสอบที่นี่~ ภาษาอังกฤษมันก็ TOEFL ดี ๆ นี่เอง = =~ มีหลายพาร์ท ซึ่งได้ยินว่าพาร์ทอ่านยากพอสมควร (ขนาด CU-TEP ผมยังไม่รอดเลย~) ส่วนเลขก็จะเน้นความเข้าใจ ใช้สมองประมวลคำถามมากกว่าเน้นเรืองคิดเลข บางทีมีสูตรหาพื้นที่บลา ๆ มาให้บนหัวกระดาษเลย (แต่ในคำถามไม่เคยได้ใช้อะ =_____=") หลายคนคงเคยได้ยินว่าเลขที่นี่ง่ายกว่าในไทยเยอะ ผมว่าขึ้นอยู่กับคลาสที่ลงครับ บอกแล้วว่าเลือกคลาสได้ อย่างผมลง Pre-Calculus ก็สบาย ๆ ไม่ยากมากนัก

สำหรับเครื่องคิดเลขที่นี่เค้าใช้ Graphical Calculator ครับ ยืมจากโรงเรียนเอา เพราะถ้าซื้อราคาก็ตกเครื่องละ $100 (สามพันห้าร้อยบาท) เป็นอย่างต่ำ~ เพื่อนผมที่แคนาดา (เรือคุง) รู้สึกว่าลงทุนซื้อไปแล้วมั้ง =____=" เครื่องคิดเลขแบบนี้ค่อนข้างแจ่มกว่า Scientific Calculator ที่เคยใช้ตอนเรียนที่ไทยครับ (มีของเล่นเยอะกว่า + ใช้ยากกว่าด้วย) เราสามารถเขียนโปรแกรมคำนวณเองไว้ได้เลย ไว้จดโพยดีนักแล... (พูดเล่นนิ = =")

5.อิสระแห่งทรงผมและเครื่องแต่งกาย ถ้าอะไรที่มันไม่โป๊เกินไปนัก (ตอนนี้หน้าหนาว ไม่คิดว่าจะมีคนใส่ไปหรอกนะ = =') ก็ใส่มาโรงเรียนที่อเมริกาได้~ โดยเฉพาะวันฮัลโลวีนนี่ทุกคนจะแต่ง Costume ไปโรงเรียนครับ ชุดแปลก ๆ กันทั้งโรงเรียนอะ เหอ ๆ (มีตั้งแต่โจรสลัด ผี อุลตร้าแมน สัตว์ต่าง ๆ)

ทรงผมก็อิสระเช่นกัน ถ้าทำที่ไทยนี่คงได้เข้าไปเยี่ยมฝ่ายปกครองถึงห้องทำงานแล้ว ตั้งแต่มานี่ยังไม่ได้ตัดผมเลย เริ่มยาวถึงต้น ๆ คอล่ะ ตอนใส่หมวกรำคาญมากมาย = =" เพราะไม่ชินด้วยแล

เพิ่มเติมนิดว่าถ้าเป็นโรงเรียนเอกชนบางที่จะมีชุดนักเรียน หรือกฎที่แตกต่างไปจากนี้นะครับ ถ้าอยู่ในโรงเรียนรัฐ (หรือโรงเรียนเอกชนแปลก ๆ แบบโรงเรียนผม) ก็ปล่อยฟรีเลย =w=~

6.คบกันได้ ถ้าไม่เกินหน้าเกินตา คือที่โรงเรียนไทยเนี่ย ครูจะขัดขวางเรื่องพวกนี้มากมายใช่มั้ยครับ แต่โรงเรียนที่นี่กลับกันเลย ครูบางคนสนับสนุนซะอีก = =" แต่ถ้ามากเกินไปเค้าก็เตือนนะครับ แบบว่าจีบกันในเวลาเรียนจนไม่สนใจเรียนอะไรแบบนั้น ส่วนถ้ากอด หอมแก้มกันในโรงเรียนก็ธรรมดามาก ๆ (จริงแล้วถ้าสนิทมาก ๆ ก็กอดทักทายกัน เป็นธรรมดาของวัฒนธรรมที่นี่งิ)

7.โรงเรียนไฮเทค โรงเรียนผมมีระบบไวร์เลสครับ (โรงเรียนอื่นไม่แน่ใจ = =") และถ้าเป็นที่นี่ก็การันตีความแรงเว่อร์ได้เลย ต่างกับเน็ตฟรี TOT ราวฟ้ากับดิน (เน็ตที่ใช้ที่บ้าน พอดีสกีรีสอร์ทปล่อยสัญญาณมาถึงครับ เค้าคงกะไว้ให้คนที่เข้าพักใช้แหละ = =" เราก็แค่ขอส่วนบุญเอง~) และนักเรียนตั้งแต่มอหนึ่งขึ้นไปที่โรงเรียนผมต้องมีโน้ตบุ๊คติดตัวครับ (ด้วยเหตุนี้เลยต้องแบกมาจากไทยนั่นแล) เด็กที่นี่รวยมั้ย? ก็พอมีพอกินน่ะครับ ของที่ฮิตเค้าจะต่างจากเราหน่อย คือ ที่ไทยจะฮิตมือถือ Nokia แต่ที่นี่ฮิตมือถือแบรนด์ที่เราไม่รู้จัก (แถมส่วนใหญ่เป็นแบบสัญญา 1-2 ปีแล้วคืนเครื่องด้วย) เด็กที่นี่จะฮิต Ipod มากกว่าครับ เพราะกระแส Mac ที่นี่แรงกว่า Windows เยอะ เพราะงั้น Laptop ที่ใช้ก็จะเห็น MacBook สัก 2/3 น่ะครับ (ผมชอบ Windows มากกว่าอยู่ดีอะ

เรื่องไฮเทคอีกอย่าง คือ ทางโรงเรียนจะให้เว็บเช็คเกรด กับอีเมลของโรงเรียนมาด้วย ซึ่งหลัง ๆ นี่ใช้อีเมลโรงเรียนมากกว่า Hotmail อีก = =" (ถ้าให้ Messenger มาด้วยก็ครบสูตรเลย 55+ อ้อ เน็ตที่โรงเรียนบล็อค MSN น้อ =w=~ แต่ผมใช้วิธีออนผ่านเว็บเอาได้ = =") ข้อดีของเมลโรงเรียน คือ มันสามารถค้นหาคนในโรงเรียนได้เลยครับ ก็เลยส่งไวดี แถมระบบแนบไฟล์อัพไวมาก ๆ และอินเตอร์เฟซโหลดเร็ว ชอบมากมายครับ (ถึงจะพิมพ์ชื่อจริงผมผิดก็เหอะ = =" บู่ ๆ)

 

==============================================

แพล่มมานาน ก็ต้องขอขอบคุณที่อ่านมาจนจบละครับ~^^ มีคำถามอะไรโพสทิ้งไว้ได้เลยน้อ

ไปล่ะครับ >_<//

Tags

ผมกินมาม่ามาจากญี่ปุ่น - -* (Woratana) View my profile

Recommend