Sci-fi: Real X Illusion [Chapter: Real]

posted on 06 May 2006 16:44 by woratana

Real X Illusion

Chapter: Real

Prologue

ตูม!

เสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วบริเวณ ตามมาด้วยกลิ่นของดินปืนที่โชยแตะจมูกทุกคนในที่นั้น ไม่นานดวงไฟสีแดงมากมายก็กระพริบขึ้นพร้อมกัน เสียงหวีดแสบแก้วหูกระแทกโสตประสาทของใครหลาย ๆ คนจนรู้สึกตัวถึงสถานการณ์ปัจจุบัน

จับมันไว้! อย่าให้หนีไปได้!

ชายในชุดสีขาวตะโกนเสียงดังพลางชี้นิ้วไปที่เด็กสาวคนหนึ่งซึ่งกำลังวิ่งอยู่บนทางเดินแคบ ๆ เพียงครู่เดียวก็ปรากฏตัวชายร่างใหญ่สามคนพากันวิ่งตามเธอ ทุกคนต่างมีรอยยิ้มบนใบหน้า ด้วยคิดว่านี่เป็นเพียงงานง่าย ๆ

ทำไมมันวิ่งเร็วอย่างนี้

ชายคนหนึ่งในกลุ่มโพล่งออกมาก่อน พวกเขาวิ่งตามเธอสุดกำลัง หากแต่ทำอย่างไรก็ไม่สามารถไปถึงตัวอีกฝ่ายได้ เด็กสาวขยับห่างจากพวกเขาออกไปเรื่อย ๆ

ไม่รู้สึกเหนื่อยเลยหรือไงนะ

ชายอีกคนพูดขึ้นบ้าง เมื่อรู้สึกตัวว่าแรงใกล้หมดแล้ว ความเร็วในการวิ่งตกลงอย่างเห็นได้ชัด ต่างกับเด็กสาวที่ยังวิ่งด้วยความเร็วเท่าเดิมโดยไม่แสดงท่าทีเหนื่อยล้า

คนหรือหุ่นยนต์กันแน่

ชายคนสุดท้ายกล่าวขณะที่ฝีเท้าของพวกเขาหยุดลง ทั้งสามใช้แรงไปมากจนต้องนั่งลงหอบหายใจ สายตาจ้องมองเด็กสาวที่วิ่งผ่านประตูเหล็กบานใหญ่ออกไปแล้ว

ติ๊ก ติ๊ก

จู่ ๆ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น พร้อมด้วยแสงสีแดงจุดเล็ก ๆ กระพริบอยู่บนพื้นไม่ห่างจากพวกเขา

เสียงอะไรน่ะ

ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก ติ๊ก

ทำไมมันถึงดังถี่กว่าเดิม หรือว่า!

ตูม!

Chapter: Real

ตึกเล็กใหญ่มากมายตั้งเรียงรายอยู่ทั้งสองฝั่งของถนน ผู้คนแออัดเดินสวนกันบนทางเท้าอันคับแคบ ไม่ต่างกับยานพาหนะบนถนนที่มีมากจนการจราจรติดขัดตลอดวัน

นี่เป็นเมืองหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่ต่างจากเมืองหลวง ด้วยเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกจำนวนมาก ทั้งยังเป็นที่ตั้งของโรงงานผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าชื่อดังหลายแห่ง

จนบัดนี้ ยังมีน้อยคนนักที่รู้ ว่าเบื้องหลังโรงงานอันใหญ่โตนั้นมีอะไรซ่อนอยู่

เว้นเพียงตัวฉัน

ฉันกำลังเดินอยู่บนถนนเล็ก ๆ สายหนึ่ง แม้ฉันจะมาที่นี่เป็นครั้งแรก ก็ไม่มีใครนึกสงสัยหรือหันมามองฉันแม้แต่น้อย ทุกคนมัวแต่คิดเรื่องของตัวเอง ก้าวเดินบนเส้นทางของตัวเอง จนไม่มีเวลาสนใจผู้อื่น เมืองที่มีความเจริญเช่นนี้ทำให้ค่าครองชีพสูงตามไปด้วย ของทุกอย่างก็ราคาแพงขึ้น ในขณะที่เงินเดือนของอาชีพต่าง ๆ ยังไม่เปลี่ยนไปจากเดิม

ทุกคนจึงต้องดิ้นรนทำงานหนัก เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดในสังคมอันล้ำสมัยแห่งนี้ พวกเขาเลือกที่จะทำงานจนดึก ๆ ดื่น ๆ แลกกับชีวิตอันสุขสบายในวันข้างหน้า และตัดสินใจละทิ้งผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเขาไปในเวลาเดียวกัน

ฉันก็เป็นคนหนึ่งล่ะ ที่ไม่ชอบชีวิตแบบนี้สักเท่าไหร่ แม้ตัวฉันเองจะไม่เกี่ยวข้องกับมันเลยก็เถอะ ชีวิตคนที่ไม่ต่างอะไรจากหุ่นยนต์น่ะเหรอ ช่างไร้สาระ ใช้ชีวิตแบบนี้แล้วจะมีความสุขได้ยังไง

บางทีฉันที่เป็นหุ่นยนต์แบบนี้ อาจจะดีกว่าก็เป็นได้

ภายนอกฉันก็ดูเหมือนเด็กสาวทั่วไป มีร่างกาย มีความคิดอ่าน แต่ถ้าใครได้เห็นสิ่งอยู่ภายใต้ผิวหนังของฉันแม้แต่นิดเดียว คงรู้ได้ไม่ยากว่าฉันไม่ใช่มนุษย์

ฉันถูกสร้างขึ้นจากฝีมือของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง ภายใต้ชื่อโปรเจ็คว่า เมทริออน พวกเขาสร้างหุ่นยนต์เพื่อใช้ตามจุดประสงค์ของผู้ว่าจ้าง ซึ่งจุดประสงค์ของผู้ว่าจ้างสำหรับตัวฉันก็คือ การบรรจุนิวเคลียร์

ในตัวฉันมีระเบิดลูกยักษ์กำลังนับถอยหลังอยู่ ฤทธิ์ของมันสามารถทำให้เมืองทั้งเมืองแหลกเป็นจุลได้ในการระเบิดเพียงครั้งเดียว มันสามารถเป็นได้ทั้งระเบิดเวลาและระเบิดแบบกดสวิตช์ หากไม่มีใครกดระเบิด ระเบิดจะทำงานเองในระยะเวลาห้าปี ซึ่งสวิตช์ระเบิดก็คือตัวฉัน ฉันสามารถบังคับให้ระเบิดทำงานได้ แต่ไม่สามารถบังคับให้ระเบิดไม่ทำงานเมื่อครบห้าปีได้

พวกเขาติดอาวุธให้ฉันมากมาย ในตัวฉันมีอาวุธทั้งร้ายแรงและไม่ร้ายแรงซ่อนอยู่ เพื่อไม่ให้ใครเข้ามาหยุดยั้งการระเบิด มันเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมทีเดียว ฉันสามารถฆ่าทุกคนที่ฉันไม่ต้องการได้ถ้าฉันคิดจะทำ แม้แต่การฆ่าคนทั้งเมือง

ทุกอย่างในตัวฉันล้วนเกิดผลดีกับพวกเขาทั้งหมด หากยังมีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำผิดพลาด

นั่นคือ การสร้างฉันให้มีความรู้สึก ให้มีสมองคิดอ่านเหมือนมนุษย์ทั่วไป

และเพราะฉันมีความคิด ฉันจึงตัดสินใจหนีออกมาจากห้องทดลองอันคับแคบนั่น พวกเขาต้องออกตามล่าตัวฉันอย่างแน่นอน ด้วยว่าเป็นหุ่นยนต์เพียงหนึ่งเดียวที่พวกเขาทดลองใส่ความคิดอ่านให้

แต่ทำไมกันนะ นี่ก็ผ่านมาหลายวันแล้ว ฉันยังไม่พบคนที่ออกตามล่าตัวฉันเลย ถึงอย่างไรฉันก็ต้องระวังตัวให้มาก เพราะพวกนั้นอาจปรากฏตัวขึ้นตอนไหนก็ได้ ยังดีที่ฉันไม่ใช่มนุษย์ ไม่อย่างนั้นฉันต้องใช้เวลาพักผ่อน และเวลานั้นแหละที่อันตรายมากที่สุด

จะไปซ่อนตัวอยู่ที่เดียวก็คงไม่ดี ไหน ๆ ฉันก็หนีออกมาได้แล้ว และรอบตัวฉันก็มีแต่มนุษย์ที่ไร้ความสุข

ลองสร้างความสุขให้พวกเขาดูสักครั้งดีไหมนะ

คิดได้ดังนั้นฉันจึงออกเดิน

================|

ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงอมส้ม ยิ่งในเวลานี้บนทางเท้าก็ยิ่งเต็มไปด้วยผู้คน ฉันพยายามมองหาคนที่ดูมีความทุกข์ แต่หาอย่างไรก็หาไม่เจอ อาจเป็นเพราะฉันเองเพิ่งเคยได้ออกมาพบปะผู้คน จึงไม่สามารถแยกแยะได้ว่าท่าทีแบบไหนแสดงความทุกข์ และท่าทีแบบไหนแสดงความสุข

หรือเพราะคนแออัดยัดเยียดทำให้ฉันดูไม่ออกกันนะ ถ้าลองไปที่ที่มีคนน้อย ๆ เราอาจจะเจอก็ได้

ฉันพอจำที่ตั้งของสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองนี้ได้บ้าง หลังจากเดินหลงทางไปมาอยู่หลายวัน แม้สมองของฉันจะไม่ได้ยอดเยี่ยมถึงขนาดจดจำทุกอย่างได้ตั้งแต่แรกเห็น แต่ก็เชื่อว่าคงไม่ด้อยกว่ามนุษย์สักเท่าไหร่

ที่ไหนบ้างนะ ที่มีคนน้อยในเวลาแบบนี้ อืม ฉันพอรู้จักอยู่บ้าง ที่นั่นเป็นที่ที่มีพ่อแม่พาเด็ก ๆ ไปเล่นไม้กระดก หรือชิงช้าไม้เก่า ๆ และมีบ่อทรายไว้ให้ก่อปราสาททรายเล็ก ๆ พวกมนุษย์เรียกที่นั่นว่า สนามเด็กเล่น หรือเปล่านะ

ลองไปดูสักครั้งคงไม่เสียหาย

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงฉันก็มาถึงสนามเด็กเล่น ลานทรายเล็ก ๆ ที่มีเด็กคนหนึ่งพยายามก่อปราสาททราย ชิงช้าไม้อันว่างเปล่าไร้คนเหลียวแล ไม้กระดกสีแดงจาง ๆ ซึ่งบางจุดเริ่มหลุดลอกจนปรากฏสีไม้ด้านใน และม้านั่งสีขาวสะอาดซึ่งมีหญิงวัยกลางคนนั่งอยู่

ฉันคงมาช้าไปหน่อย ในสนามเด็กเล่นเหลือคนไม่กี่คนแล้ว หากไม่นับฉันที่เพิ่งมาถึง ผู้ที่อยู่ในสนามเด็กเล่นก็มีเพียงสองคน แล้ววันนี้ฉันจะได้ช่วยเหลือใครสักคนไหมเนี่ย

ไม่แน่ว่า อาจต้องรอถึงวันพรุ่งนี้ การรอคอยไม่ใช้เรื่องลำบากอะไรหรอกสำหรับฉัน แต่สำหรับคนที่กำลังมีทุกข์นี่สิ การที่ต้องทนทุกข์ไปอีกหนึ่งวันไม่ใช่เรื่องดีนักหรอก

หรือบางที เพราะฉันพยายามเข้าหาจึงไม่เจอคนที่มีความทุกข์ ลองหยุดแล้วนั่งลงตรงนี้ดูดีกว่า เผื่อว่าคนที่มีความทุกข์จะวิ่งเข้าหาฉันเอง

ไม่ทันที่ฉันจะเดินไปถึงม้านั่ง หญิงสาวที่นั่งอยู่ก่อนแล้วก็ลุกขึ้น แล้วเดินไปที่ลานทรายซึ่งมีเด็กชายคนหนึ่งกำลังก่อปราสาททรายอยู่

กลับบ้านได้แล้ว หญิงวัยกลางคนพูดขึ้นก่อน

เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองนิดหนึ่ง ก่อนจะกลับไปสนใจกับปราสาททรายของตัวเองต่อ

ไม่เอา ต้องให้ปราสาททรายของผมเสร็จก่อนผมถึงจะกลับ เขาพูดโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย

บอกให้กลับไงล่ะ! จะกลับมั้ย หญิงสาวเริ่มขึ้นเสียง แต่เด็กชายดูไม่ยี่หระกับเสียงตะคอก

เขายังคงก่อปราสาททรายของเขาต่อไป

และ

โอ๊ย! หญิงวัยกลางคนสติขาดผึงในที่สุด เธอใช้มือบีบปลายหูของเด็กชายเต็มแรง พร้อมกับลากออกไปนอกสนามเด็กเล่น ผู้มีวัยอ่อนกว่าร้องโอดโอยพลางตีมือที่ดึงหูของตนอยู่ ใบหน้าแสดงความเจ็บปวดมหาศาล

ถ้าดื้อแบบนี้อีก คราวหน้าจะไม่พามาสนามเด็กเล่นแล้วนะ หญิงสาวบอกกับเด็กชาย โดยที่มือยังไม่หลุดจากปลายหูอีกฝ่าย

ฉันเจอคนที่กำลังมีความทุกข์แล้ว

เด็กชายคนนั้น เขากำลังเจ็บปวด อืม นั่นคงเป็นหนึ่งในความทุกข์สินะ แล้วฉันจะช่วยเขาอย่างไรดีล่ะ

คนที่ทำให้เขาเจ็บปวด คือ หญิงสาวคนนั้น

ถ้าจะทำให้เขาหายเจ็บปวด ก็ต้อง กำจัด เธอคนนั้นสินะ

แล้วฉันจะรอช้าอยู่ทำไม!

เด็กชายหยุดร้องโอดครวญแล้ว คงเพราะตัวเขาตะโกนจนเสียงแหบแห้ง ความเงียบจึงเคลื่อนเข้าครอบคลุมพื้นที่บริเวณรอบ สนามเด็กเล่นอย่างรวดเร็ว

กริ๊ก ตุบ

เสียงสิ่งหนึ่งตกลงพื้น ท่ามกลางความเงียบงัน ทำให้ทั้งหญิงวัยกลางคนและเด็กชายหันมามองอย่างใคร่รู้

กรี๊ด! เธอกรีดร้อ