บทวิจารณ์: C.I.G.A.R. Family ครอบครัวสุดป่วน

Review: C.I.G.A.R. Family

by Woratana [WK Creative]

สำหรับนักอ่านหลาย ๆ คนที่ชอบนิยายแนววัยรุ่น วัยทีน คงได้ผ่านตากันมาบ้างกับนิยายเรื่องนี้ C.I.G.A.R. Family ที่ผมซื้อมาเพราะเห็นในมายไอดีของหนอนพลูเขียนไว้ และหน้าปกก็สีสดใสดูน่าอ่าน คิดว่าคงเป็นนิยายเรื่องหนึ่งที่อ่านได้สบาย ๆ โดยไม่เครียด (ซึ่งเป็นการปูทางก่อนจะไปอ่านมอฟ เมิร์ท และเนเวอร์ นัมบ์ ซึ่งน่าจะเครียดกว่าหลายเท่า <<ชื่อนิยายที่กล่าวถึงไม่แน่ใจว่าเขียนถูกไหม เอาเป็นว่าเป็นนิยายของสำนักพิมพ์Good Mua เอ้ย! Good Morning ทั้งสองเล่ม)

เรามาดูรายละเอียดเบื้องต้นของนิยายเรื่องนี้กันดีกว่า

รายละเอียดจากหนังสือ

ชื่อ: C.I.G.A.R. Family ครอบครัวสุดป่วน

ผู้แต่ง: โรโรฯ

สำนักพิมพ์: 1168 Publishing

ภาพประกอบ: Tasha

ราคาปก: 189 บาท

รายละเอียดจากผมเอง

จำนวนหน้า: 280 หน้า (นับจากปกใน จนถึงหน้าสุดท้ายของการ์ตูนสี่ช่องจบ ไม่รวมโฆษณา 8 หน้าสี่สี กับปกหน้าและปกหลัง)

มุมมอง: บุคคลที่1 ผ่านสายตาและความคิดของ อาร์

ตัวละครหลัก: ซี ไอ จี เอ อาร์ และวิทยา พ่อของเด็ก(?)หนุ่มทั้งห้า

เรื่องย่อ: C.I.G.A.R. Family ครอบครัวสุดป่วน

ครอบครัวชายล้วนของผมสุดแสนจะเพอร์เฟค แม้เราจะไม่มีแม่อยู่ด้วยก็ตาม เราอยู่ด้วยกัน 6 ชีวิตในบ้านหลังใหญ่ โดยมีพ่อและลูกชายห้าคน พ่อของผมชื่อวิทยา ผมมักเรียกเขาว่า เฮียวิท เขาเป็นนักเขียนนิยายแนวโรแมนติกปนน้ำเน่า ซึ่งมีกลุ่มแฟนคลับนักอ่านเป็นสาววัยใสที่ไม่เคยเห็นตัวจริงของนักเขียนที่พวกเธอคลั่งไคล้ (ถ้าได้เห็นสักครั้งล่ะก็ ไม่แน่ว่าอนาคตนักเขียนของพ่ออาจดับวูบได้)

พี่ชายคนโตของผมชื่อ ซี เขาเป็นนายแบบที่กำลังฮอตสุดขีดในขณะนี้ ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็เป็นที่เด่นสะดุดตาของคนอื่นไปซะหมด แม้แต่ท่าจับแก้วน้ำ พี่ซีคนนี้แหละที่เป็นกำลังหลักของครอบครัว ทำงานหาเงินมาให้น้อง ๆ ได้เรียน และยังเป็นคนจ่ายค่าขนมอีกด้วย

พี่ชายคนรองของผมชื่อ ไอ และ จี ทั้งคู่เป็นฝาแฝดกันครับ พวกเขาเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยชื่อดัง ภาควิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ไอกับจีมักจะทะเลาะกันบ่อย ๆ ไม่ว่าเรื่องจะไร้สาระแค่ไหนก็ตาม ที่เขาว่ากันว่า อัจฉริยะมักจะบ้า ผมเชื่อสนิทใจเลยล่ะ

พี่ชายคนที่สี่ของผมชื่อ เอ เขาเป็นนักบาสอนาคตไกล สูงถึง 193 เซนติเมตร เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกับพี่ชายฝาแฝด ซึ่งผมไม่ค่อยเชื่อสักเท่าไหร่ ว่าคนที่เอาแต่สนใจกีฬากับการออกกำลังกาย กลับมาอยู่ในมหาวิทยาลัยเดียวกับอัจฉริยะได้

น้องคนสุดท้ายของครอบครัวคือผม อาร์ ตัวผมไม่มีอะไรโดดเด่นเลย ต่างกับพวกพี่ ๆ ที่ได้ดีกันไปแล้วทั้งนั้น (ยกเว้นเรื่องนิสัย ไม่ว่ามองอย่างไรก็ไม่ดี อ๊ะ! หมายถึงพวกพี่ ๆ นะ ไม่ใช่ผม) หน้าตาของผมก็แตกต่างจากคนอื่น ๆ ในครอบครัว จนผมแอบคิดไม่ได้ว่าตกลงผมเป็นลูกของครอบครัวนี้แน่หรือเปล่า

เท่าที่คุณฟังไป คงคิดว่าผมอยู่ในครอบครัวที่สุดแสนจะเพอร์เฟกใช่ไหมครับ มีทั้งพี่ชายที่หน้าตาดี เรียนเก่ง และแข็งแรง แต่นั่นก็เป็นแค่ฉากบังหน้าเท่านั้นแหละ ถ้าคุณได้รู้ถึงชีวิตประจำวันของผมล่ะก็ คงไม่อยากมาเป็นแบบผมแน่ ๆ!

=================|

ปกนิยาย

คนวาดปกของนิยายเรื่องนี้คือ Tasha (กระรอกน้อยทาช่า แห่งInsei Circle กับRPG Group หรือเปล่าหว่า..?) หน้าปกสีสันสดใสเหมาะกับนิยายวัยรุ่นดี แต่ไหงดู ๆ ไปแล้วคล้าย ๆ อุเคะที่ถูกรายล้อมไปด้วย เอ่อ เอาเป็นว่าละไว้ในฐานที่เข้าใจก็แล้วกัน คนไม่เข้าใจอย่ามาถามเรื่องนี้ล่ะ ผมไม่อธิบายหรอก ภาพของตัวละครแต่ละตัวแสดงเอกลักษณ์ได้ดี เช่น ไอที่เป็นเด็กเรียน ภาพของเขาก็ใส่แว่นและถือหนังสือในมือ (ส่วนจีที่เป็นเด็กเรียนเช่นเดียวกัน กลับไม่ถือหนังสือหรือมีเอกลักษณ์ที่เด่นชัดเหมือนไอ)

คำนำสำนักพิมพ์/คุยกับผู้เขียน

ตามรูปแบบที่พบเห็นกันบ่อย ๆ ไม่มีอะไรสะดุดใจ ฉะนั้นผ่าน

วิจารณ์แบบตอนต่อตอน ในมุมมองของWoratana

หัวข้อบอกไปแล้วว่าในมุมมองของผม คนอื่นไม่เกี่ยว มีอะไรเคลียร์กับผมคนเดียว สาเหตุที่ผมวิจารณ์นิยายเรื่องนี้แบบตอนต่อตอน ก็เพราะไม่ยาวเกินไป เนื้อเรื่องไม่มีพลอตย่อย(Sub-Plot)เยอะ สะดวกต่อการอ่านแบบกราดสายตาในรอบที่สอง (รอบแรกอ่านแบบเก็บรายละเอียดไปแล้ว เอ รู้สึกว่ามันสลับกันยังไงไม่รู้แฮะ)

SPOIL WARNING! ถ้าคุณยังไม่ได้อ่านนิยายเรื่องนี้ และไม่อยากให้เสียอรรถรสเมื่อได้อ่าน กรุณาข้ามส่วนนี้ไปซะ! จนกว่าจะพบตัวอักษร SPOIL END

บทนำ: การพูดถึงพ่อ และพี่ ๆ ของอาร์ ผมคิดว่าใช้การบอกกล่าวมากไปหน่อย สำนวนหนึ่งในการเขียนนิยายที่แสดงให้เห็นความสามารถของนักเขียนคือ Show dont Tell การทำให้ผู้อ่าน เห็น ถึงการกระทำของตัวละคร จะดีกว่าการเล่าอย่างเดียวแบบในหน้า 6 (ซึ่งถ้าเล่าพร้อมกับแสดงให้เห็นการกระทำไปด้วย ผมคิดว่าน่าจะดีกว่านี้)

บทที่1 เรื่องซวย ๆ: บทนี้เกี่ยวกับอาร์ที่โดนชกต่อย แล้วพี่ชายของเขาไปจัดการ โดยที่น้องชายยังความรู้สึกช้า ไม่รู้ว่าใครเป็นคนอัดแก็งมังกรไฟ (ทั้งที่คนอ่านซึ่งรู้ทุกอย่างเหมือนกับอาร์ เข้าใจแล้วว่าพี่ชายทั้งสี่เป็นคนไปแก้แค้น) ผมสงสัยอยู่เรื่องหนึ่งว่า พวกพี่ชายรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นคนอัดน้องของเขา ตามที่เจตบอกก็น่าจะหมายถึง พวกพี่ชายถามเจต แต่เขาจะถามว่าอะไรล่ะ จะถามว่าใครทำร้ายอาร์งั้นเหรอ? ทั้งที่เจตยังถามอยู่เลยว่าหน้าอาร์ไปโดนอะไรมา

บทที่2 งานโรงเรียนแสนห่วย: บทนี้ผมสงสัยตอนที่คนในห้องบอกว่าถ้าอาร์ไม่แสดง คะแนนกิจกรรมที่ไม่มีให้ลดอยู่แล้วจะกลายเป็นติดลบไป หมายความว่าอาร์ต้องแสดงตั้งแต่แรกอยู่แล้วเหรอ? ทั้งที่เขาเองก็มีงานคือยกน้ำไปให้นักกีฬา ตามปกติคะแนนที่ได้ต้องมาจากสิ่งที่ทำตอนแรก ซึ่งไม่ว่าจะขึ้นแสดงหรือไม่เขาก็ต้องได้คะแนนจากการยกน้ำ และตอนแรกเขาก็ไม่ใช่นักแสดง ถึงไม่ขึ้นแสดงก็ไม่น่าจะมีผลอะไรกับคะแนนกิจกรรม คนที่ควรจะถูกหักคะแนนคือเจตต่างหากล่ะ เพราะเดิมทีเขาต่างหากที่ต้องขึ้นแสดง

เมื่ออ่านจนจบบท ผมก็สงสัยเพิ่มขึ้นอีกว่า ทำไมเจตไม่ยอมขึ้นแสดง ในนิยายไม่มีเขียนเหตุผลไว้ แต่ก็ไม่ได้สะดุดใจเท่าย่อหน้าข้างบน เพราะที่เขตไม่ยอมขึ้นแสดงอาจคิดได้ทั้ง ชุดดูตลก ขี้เกียจ หรือไปเหล่สาว อะไรประมาณนั้น

ในตอนท้ายของบท ปัญหาที่พ่อไปมีเรื่องกับคนอื่น เกิดขึ้นและจบเร็วเกินคาด ซึ่งในเมื่อพ่อเมาอยู่ (หรือแม้จะไม่เมาก็เถอะ) โอกาสที่จะเกิดการชกต่อยมีมากทีเดียว และทั้งที่พ่อเพิ่งด่าเขาอยู่หมาด ๆ กลับพากันเดินออกมาทั้งที่ไม่มีการขอโทษสักคำ ผมว่าเร็วไปหน่อยมั้งครับ

บทที่3 จอมสร้างภาพ: สงสัยตอนที่อาร์บอกว่า เป็นการโยนระเบิดทำให้ทุกคนหันมาสนใจเขาคนเดียว ในกรณีที่เป็นนายแบบดัง ๆ แบบนี้ ผมคิดว่าคงมีคนอยากสัมภาษณ์ซีมากกว่าอาร์แน่ ๆ จึงเป็นเรื่องแปลกที่พวกเขาหันมาสนใจแต่อาร์ ไม่ได้สนใจซีเลยสักนิด

บทที่4 ฝาแฝดที่ไม่ทะเลาะกัน: บทนี้สิ่งของต่าง ๆ ที่อาร์เจอทำให้ผมคิดเหมือนกันเลยว่าควรจะเป็นเรื่อง แย่งสาว แต่ทำไปทำมาสุดท้ายกลายเป็นทะเลาะกันเรื่องรูป แล้วเรื่องรูปทำให้คนเราย้ายออกไปจากบ้านได้เลยหรือ? รู้สึกว่าไอกับจีอารมณ์แปรปรวนไม่น้อย ตอนแรกเห็นเครียดกันออกขนาดนั้น แต่สุดท้ายกลับบอกว่า ไม่ได้คิดเป็นจริงเป็นจังหรอกน่า แถมตอนจบก็หักมุมที่คนในรูปนั้นไม่ใช่เขาทั้งสอง แต่เป็นพี่ชายนั่นเอง น่าแปลกที่ฝาแฝดซึ่งโตแล้ว และใส่แว่นกับคอนแทคเลนส์ กลับมองไม่เห็นใฝที่หัวไหล่ซ้ายซึ่งพี่ซีเห็น หรือทั้งสองคนตาฝาด?

บทที่5 เจ้าสาวของพ่อ: และแล้วพ่อก็พาเจ้าสาวคนใหม่มาที่บ้าน แต่คงไม่แปลกอะไรถ้าเขาไม่ใช่ผู้ชาย! (ประโยคที่ว่า ผมไม่ได้รังเกียจรักร่วมเพศ ในหน้า73 ชี้ชัดเลยว่า คนเขียนอยู่สายY อุ๊บ! ผมพูดอะไรออกไปเนี่ย คนที่อ่านอยู่ช่วยทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็แล้วกัน) เจ้าสาวของพ่อคนนี้ชื่อ เขตแดน แม้จะชื่อแมน ๆ แบบนี้แต่เธอ (หรือเขา) ก็มีเลือดอุเคะเต็มเปี่ยม! (อุ๊บ! ปิดปากไม่ทันอีกแล้ว)

ถึงตอนจบ อีกแล้ว! นิยายเรื่องนี้ชอบจบตอนแบบค้าง ๆ คา ๆ ตอนที่เฮียวิทบอกว่า พ่อโดนโกง น่ะ

สะดุดใจผมมากทีเดียว แล้วคนอื่นก็ปล่อยมันไป จริงแล้วถ้าไม่มีตรงนี้จะดีมากเลย เพราะอ่านจนจบเล่มผมก็ยังไม่รู้ว่าพ่อโดนโกงยังไง หรือตกลงพ่อโกหกกันแน่ (ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง)

บทที่6 เอส: เอส เด็กน้อยที่ดูสดใสร่าเริง แต่ก็น่าสงสารไม่น้อยเมื่อรู้ถึงภูมิหลังของเขา บทนี้ทำให้ผมมีอารมณ์คล้อยตามไม่น้อยทีเดียว ตอนจบทำให้ยิ้มได้แบบนี้แหละที่ผมชอบ (ตอนอ่านชอบHappy Ending แต่ไม่รู้ทำไม เวลาเขียนแล้วชอบSad Ending ประมาณว่าสนุกสนานกับการทารุณกรรมตัวละครตัวเองละมั้ง)

บทที่7 ป่วย: ในบทนี้อาร์ป่วย ทำให้เราเข้าใจถึงความรักของพี่ชายทั้งสี่ที่มีต่ออาร์ แม้การปฏิบัติจะหยาบกระด้างไปหน่อย แต่ก็รู้สึกได้ถึงความรักความห่วงใย (อย่าเพิ่งคิดกันไปไกล ไม่มีอะไรจริง ๆ นะ)

บทที่8 เบื้องหลัง: อาร์โดนลักพาตัวไปกับกิ๊ฟ ซึ่งคนลักพาตัวคือร็อบ คู่แค้นเก่าของซี ในตอนนี้โครงเรื่องเดาง่ายไปหน่อย ตั้งแต่คุณญดาพูดว่า เขาออกมาแล้ว ผมก็คิดถึงคุกในทันที แล้วเมื่ออาร์เจอกับชายแปลกหน้าที่บอกว่า ฉันเป็นเพื่อนสนิทของพี่ชายเธอ ก็โยงเรื่องเข้ากันพอดี (เพราะนิยายเรื่องนี้ในแต่ละตอนจะมีพลอตอย่างมากไม่เกินสองพลอต ฉะนั้นไม่ว่าอะไรจะออกมา ถ้าอยู่ในตอนเดียวส่วนมากก็จับโยงกันได้หมด) หลังจากนั้นในเมื่อร็อบหนีออกมาจากคุก รวมกับท่าทีของพี่ซีที่ไม่สู้ดี ก็มีโอกาสที่ร็อบจะทำเรื่องเลว ๆ มากกว่าครึ่ง ทันทีที่ถูกลักพาตัวผมจึงไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่

ผมนึกสงสัยตอนที่ซีมาถึงทาวน์เฮาส์ซึ่งอาร์กับกิ๊ฟถูกจับตัวไว้ มันเร็วเกินไป! หน้า167 อาร์บอกว่าเป็นทาวน์เฮาส์ชานเมือง ซีที่เป็นนายแบบมักจะทำงานอยู่ในตัวเมือง ยังไงก็ไม่น่ามาเร็วขนาดนี้! (ถึงจะทำงานอยู่ชานเมือง มันก็เร็วเกินไปอยู่ดีนั่นแหละ) อย่างกับซียืนคุยโทรศัพท์อยู่หน้าปากซอย พอพูดเสร็จก็นั่งมอเตอร์ไซด์เข้ามาถึงบ้าน อะไรประมาณนั้น

บทที่9 ลี้ลับ: บทนี้หลอนชะมัด ผมนั่งอ่านคนเดียวซะด้วย หน้า182 เล่นบทสนทนามักง่ายไปหน่อย จะตีพิมพ์ทั้งทีลงทุนหน่อยก็ได้ครับ รู้อยู่หรอกว่าต้องการความรวดเร็ว แต่ผมรู้สึกเหมือนลวก ๆ ยังไงไม่รู้แฮะ ตอนกลาง ๆ บทเริ่มหลอนนิดหน่อย แต่ตอนจบนี่สิ เหวอเลย

บทที่10 คู่: รายการชื่อ มดตะนอยรับอรุณ ไม่ว่าจะอ่านตรง ๆ อ่านตะแคง อ่านกลับหัว ยังไงก็เป็นรายการเด็ก! และถ้าผมจำไม่ผิด เจตก็อยู่ ม.5 เหมือนกับอาร์ แล้วไหงชอบรายการชื่อสุดปัญญาอ่อนแบบนี้ล่ะ! ถ้าเขียนถึงตัวเอกกับเพื่อนที่อยู่สักป.6 หรือ ม.1-2 จะไม่ว่าเลย แต่นี่มันก็โตแล้ว อีกปีสองปีก็เรียนจบแล้ว ผมคิดว่าชื่อรายการไม่เข้ากับคนที่ชอบ และไม่น่าจะดังเท่าไหร่

บทนี้ตอนจบหักมุมสองต่อ (พร้อมกับหักหน้าไอกับซีในเวลาเดียวกัน) นายแบบก็หล่อตั้งแต่เด็กแบบนี้แหละนะ

บทที่11 ญาติสนิท: การปรากฏตัวของป้าเพ็ญ สร้างบรรยากาศมาคุในนิยายได้อย่างเหนือชั้น (ชมนะเนี่ย) บทนี้ทั้งบทก็เลยเครียดไปเลย แต่ก็ทำให้ผมมองเห็นอะไรอะไรที่คนเขียนปูทางมาตั้งแต่แรก ชัดขึ้น การกระทำของป้าเพ็ญทำให้มีโอกาสมากที่เรื่องของอาร์จะซ้ำรอยกับเอส (คือพ่อที่แท้จริง ไม่ใช่พ่อที่ตัวเองเคยเคารพตั้งแต่เด็ก) และตามรูปแบบของละครน้ำเน่าต่าง ๆ มีโอกาสเกิดได้สองแบบคือ หนึ่ง พ่อที่แท้จริงฝากอาร์ให้เฮียวิทเลี้ยง หรือ สอง หยิบลูกผิดมาตอนเด็ก (ซึ่งกรณีที่สองมักจะเกิดขึ้นในละครที่มีตัวร้ายหนึ่งคน กับนางเอกอีกหนึ่งคน อยู่ในบ้านเดียวกัน นิยายเรื่องนี้จึงควรจะเป็นแบบที่หนึ่ง)

บทที่12 แตกสลาย: การปรากฏตัวของชายแปลกหน้าที่บอกว่า ผมชื่ออาณัติ เป็นเพื่อนสนิทของพี่วิทยา จากคำพูดและการกระทำทำให้ผมเดาว่าคนนี้คงเป็นพ่อแท้ ๆ ของอาร์ (<< ผมไม่ได้พิมพ์ อัญประกาศ ผิดนะครับ แต่ในนิยายหน้า250 มันเขียนมาแบบนี้เลย! เจ้าหน้าที่พิสูจน์อักษรทั้งสองท่านคงมองพลาดไปหน่อย) เมื่ออ่านถึงหน้า263 โอ้! และสิ่งที่ผมคิดมันก็เป็นจริง อาณัติเป็นพ่อแท้ ๆ จริงซะด้วย ซึ่งหน้าต่อมาก็บอกว่า มีไฝที่ข้างใบหูซ้าย สงสัยอาณัติกับเฮียวิทเป็นพี่น้องกัน ใช้ไฝแยกลูกชายของตัวเองเหมือนกันเดี๊ยะ (หรือคนเขียนหมดมุก?)

ถ้าใครสังเกตดี ๆ จะเห็นว่า บทที่4 ผมเขียนว่า ใฝ แต่บทนี้ผมเขียนว่า ไฝ ซึ่งผมก็เขียนตามในหนังสือนั่นแหละ บทที่4 ในหนังสือเขียน ใฝ และบทที่12 ในหนังสือเขียน ไฝ จากที่ผมเรียนภาษาไทยมา ในหลักสูตร ผู้ใหญ่ (กลอนช่วยจำคำที่ใช้ไม้ม้วนนั่นแหละครับ) ไม่มีคำว่า ใฝ ฉะนั้นควรจะเป็น ไฝ ที่ถูกต้อง (หลังจากเช็คจากพจนานุกรม ก็สรุปชัดเจนว่า ไฝ คือคำที่ถูก)

เอาล่ะ นอกเรื่องมาเยอะแล้ว เมื่ออาร์หนีออกจากบ้านและพบน้าอร ผมก็นึกสงสัยอีกว่าทำไมมันช่างประจวบเหมาะอย่างนี้ พอหนีออกจากบ้านทีไรต้องพบน้าอร คล้ายกับเธอมีเรดาห์ติดตามอย่างนั้นแหละ อีกอย่าง บ้านน้าอรอยู่ไกล และอาร์ก็บอกเองว่าเพราะอยู่ไกลจึงมักไม่ได้เจอกัน แต่ที่น้าอรมาเจออาร์ซึ่งเดินออกมาจากบ้าน ก็หมายถึงน้าอรต้องขับรถผ่านแถวบ้านอาร์น่ะสิ! แล้วอย่างนั้นทำไมถึงเจอกันไม่บ่อย

คุณจะเคารพการตัดสินใจของผมหรือเปล่าครับ ประโยคนี้เป็นคำพูดของอาร์ ที่พูดกับพ่อแท้ ๆ ของตัวเอง ก่อนจะให้คำตอบว่าจะไปอังกฤษหรือไม่ ซึ่งเมื่อถามแบบนี้ ก็มีโอกาสมากว่าเขาจะไม่ไป (เนื่องจากอาณัติอยากให้เขาไป ถ้าเขาอยากไปคงไม่ต้องถามหรอกว่า จะเคารพการตัดสินใจหรือเปล่า)

บทที่13 Never ending: ตามความคิดของผม ชื่อของบทที่13 นี้ ออกจะ เกร่อ ไปหน่อย (แต่ผมก็ไม่ใช่คนที่อ่านนิยายเพราะชื่อตอนหรอกนะ) บทนี้ผมคิดว่ามันสั้นไปหน่อย สี่หน้าเอง ถ้ารวมไปกับบทที่สิบสองเลยน่าจะดีกว่า สุดท้ายตอนจบก็จบแบบHappy Endingตามที่ผมคาดไว้ ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับที่Happy ผมคิดว่าเป็นเรื่องดีทีเดียว ถ้าเกิดจบแบบหักมุมปาหมอน ผมรับไม่ได้แน่

เรื่องจริง ๆ ก็มีนะครับ คนที่มารู้ทีหลังว่าพ่อแม่ที่เลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่เด็กไม่ใช่ผู้ให้กำเนิด ซึ่งส่วนมากกว่าจะรู้ก็โตกันหมดแล้ว (บางคนอายุขึ้นเลขสามถึงจะรู้) กรณีของอาร์ถือว่ายังอายุน้อยมาก แต่ตอนจบก็เหมือนกรณีส่วนใหญ่ คือ เลือกที่จะอยู่กับพ่อแม่เดิม แม้ไม่ใช่พ่อแม่แท้ ๆ เพราะรู้สึกผูกพันธ์มากกว่าพ่อกับแม่ตัวจริงที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น แล้วบอกว่าจะรับไปเลี้ยง

ฝากให้ผู้อ่านลองคิดแล้วกันนะครับ ถ้าคุณมีชายหญิงคู่หนึ่งเลี้ยงมาตั้งแต่เล็ก และเมื่อโตขึ้น คุณก็พบชายหญิงอีกคู่หนึ่งมาบอกกับคุณว่าพวกเขาเป็นพ่อแม่แท้ ๆ มารับคุณไปอยู่ต่างประเทศกับพวกเขา (ประเทศใดก็ตามที่คุณชอบแหละ) โดยที่ชายหญิงที่เลี้ยงคุณมานั้น ไม่ได้ปริปากขอร้องให้คุณอยู่ หรือสนับสนุนให้คุณไปสักนิด คุณจะเลือกทางไหน ระหว่างอยู่ที่เดิมกับพ่อแม่ปลอม ๆ หรือไปต่างประเทศกับพ่อแม่ตัวจริง

สรุป: นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายที่อ่านคลายเครียดได้เรื่องหนึ่ง เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบอะไรเครียด ๆ และสาวกY ตั้งแต่ขั้นแรกจนถึงระดับราชินีเป็นที่สุดครับ (จะโดนคนเขียนลอบฆ่ามั้ยเนี่ย)

SPOIL END

นิยายเล่มนี้ ให้ อะไร

ได้รับการบอกกล่าวมาโดยตรง จากนักเขียนคนหนึ่งในเว็บไซด์เด็กดี (ไม่ทราบว่าให้เปิดเผยชื่อหรือไม่) ถึงคุณค่าของวรรณกรรมต่อสังคม นิยายเล่มนี้สร้างผลกระทบต่อผู้อ่านและสังคมอย่างไรบ้าง แก่นของเรื่องคืออะไร ผมเองตามปกติก็มักจะมองข้ามตรงนี้ไป จึงไม่ได้เขียนในบทวิจารณ์ก่อนหน้าทั้งหลาย สำหรับบทวิจารณ์นี้จะลองดูแล้วกันครับ ชอบไม่ชอบอย่างไรบอกกันมาได้เลย

นิยายเรื่องC.I.G.A.R Familyนี้ สิ่งที่ผู้เขียนพยายามเน้นย้ำ (ตามความคิดของผม) คือ ความหมายของ ครอบครัว (ซึ่งมันจะเป็น แก่น เรื่องหรือเปล่านี่ ผมก็ไม่ทราบ ศัพท์อย่าง ธีมเรื่อง หรือแก่นเรื่อง ผมตีความไม่กระจ่างเท่าไหร่)

ครอบครัวคืออะไร? การที่พ่อแม่ลูกมาอยู่ด้วยกันเท่านั้นหรือ เป็นการรวมกลุ่มของคนหลาย ๆ คนที่ใช้นามสกุลเดียวกันเท่านั้นหรือ

ไม่ใช่หรอก องค์ประกอบของ ครอบครัว นั้น มีมากมายจนไม่สามารถอธิบายได้หมด รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ บรรยากาศที่เป็นกันเอง ไข่ดาวไหม้ ๆ ของแม่ มุกตลกของพ่อ

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสมาชิกในครอบครัวใช้ชีวิตร่วมกันนั่นแหละ ที่ทำให้ ครอบครัว เป็น ครอบครัว

นั่นคือสิ่งที่ผม ได้รับ จากนิยายเรื่องนี้

ขอขอบคุณ

1168 Publising ที่ตีพิมพ์นิยายคุณภาพให้อ่าน

Dek-d ที่เป็นสื่อกลางของนักเขียนและนักอ่านเสมอมา

และ หนอนพลู ที่แนะนำนิยายดี ๆ เล่มนี้

ก่อนจะจบ ขอทิ้งท้ายไว้สักหน่อย

คุณจะเชื่อได้อย่างไร ว่าคนที่เลี้ยงดูคุณอยู่ตอนนี้ เป็นพ่อแม่แท้ ๆ ของคุณ!!!

หนีไปอย่างว่องไว

Woratana [woratana@hotmail.com]

[หากใครต้องการนำบทความนี้ไปเผยแพร่ กรุณาใส่เครดิตลิงค์มาที่บลอคของผม http://woratana.exteen.com ด้วยครับ]

Comment

Comment:

Tweet

<a href="http://dnkxqrxilzjlpwk.com">dqdloyxqywkrmcg</a> http://sgeypkbjgsoixtk.com [url=http://mdlgefscelacscz.com]xkqrdqbfkfakgud[/url]

#33 By ceygisxexh (94.102.52.87) on 2010-06-14 22:24

big smile open-mounthed smile confused smile

#32 By โหลดเพลงใหม่ฟรี (125.25.41.64) on 2010-02-26 21:10

ขอถามนิดน่ะค่ะมีอคิกับนักเขียนโรโรหรือเปล่า
แต่ถ้าไม่มี ฉันคิดว่าการวิจารณ์ครั้งนี้ออกจะดูแรงไปหน่อยไหม
ถ้าฉันถูกวิจารณ์แบบนี้บางคงนึกถึงมีดในครัวเลยล่ะ
ล้อเล่น
แต่ฉันคิดว่าคุณน่าจะรู้ดีอยู่แล้วล่ะว่าบทวิจารณ์นี้จะต้อง
ถูกแอนตี้แน่ๆๆ
ขอคุณน่ะค่ะกับบทวิจารณ์นี้

#31 By ..................... (202.133.159.77) on 2009-10-08 18:56

ขอบคุณค่ะ

#30 By โหลดเพลง (124.157.236.176) on 2009-10-08 02:12

Que

#29 By sera (124.157.236.176) on 2009-10-03 06:25

ดีๆ

#28 By ดีๆ (124.157.236.229) on 2009-09-21 19:58

ขอบคุณจ้า

#27 By parts (124.157.236.229) on 2009-09-20 23:10

ฉันว่าเรื่องนี้ถึงแม้อาจจะดูเขียนง่ายๆแต่โรโรกลับสามารถเขียนให้เรื่องราวเหล่านี้มีเสน่ห์อย่างน่าประหลาดไม่ว่าจะเป็นแบบขบขันหรือเศร้าก็ได้ฉันว่าสนุกดีออกนะค่ะ

#26 By toto (124.120.38.113) on 2007-10-13 16:17

ถึงแม้เราไม่ได้เรียนแต่ก็ควรศึกษาไว

#25 By บี (203.113.40.72) on 2007-09-15 18:23


วิจารณ์ได้ตรงใจมากเลยครับ ตอนแรกๆผมก็งั้นแหละ ถามหลังอ่านจบทุกบทเลย แล้ว... ล่ะ โน่นนี่นี่นั่นล่ะ สงสัยเต็มไปหมด
ก็อย่างที่ว่า... -*- ผมอ่านตอนเค้าได้ตีพิมพ์ไปแล้ว(แต่อ่านตอนที่เหลือไว้ในเน็ต)
อ่านไปหลายๆตอนก็โดนความวายครอบงำ(!?) เหอ.. อาจจะเพราะจุดบกพร่องไม่ชัดเจนเหมือนตอนแรกก็ได้ ผมเลยไม่รู้สึก
หรือทั่นโรโรฯพัฒนาขึ้น ?

แต่โดยนิสัยผม (ที่เพิ่งเริ่มเป็นไม่นานมานี้) คือ เรื่องไหนสนุก ก็จะฝึกชม... ชมเค้าไว้ ไอ้เรื่องที่จะติ จะถามตอนแรกๆก็ลืมไปซะ
มันเป็นเหตุผลส่วนตัวที่ทำให้ตนเองแก้โรคย้ำคิดย้ำทำ(ที่เคยเป็นสมัยหนึ่ง เมื่อวิจารณ์เรื่องชาวบ้านเค้ามากๆ ประมาณว่าหากมาย่อหน้าเดียว แม้จะติเนื้อหาไม่ได้ ก็ยังนั่งบ่นเกี่ยวกับการใช้ภาษาได้ยาวปรื้ด) นิสัยนี้เป็นแล้วทำให้การอ่านลดความสนุกลงไปเยอะ
ผมคงบ้าเองล่ะมั้ง -*- เลยฝึกจนได้นิสัยใหม่มาแทนซะ
ทำให้อ่านสนุกขึ้น แต่ความสามารถในการ"จับผิด" หายไป ดีอย่างเสียอย่างละมั้ง
นิสัยใหม่นี้สบายใจนะ

อา แล้วผมจะพล่ามนิสัยตัวเองไปทำไม
... ที่อยากจะถามก็คือว่า อืม ท่านเคยมีนิสัยโรคจิตอย่างผมบ้างไหม? *-*
อ่านะ

บทวิจารณ์ของท่านเยี่ยมนะครับ จับได้ในจุดที่บกพร่อง ก็เหมือนเจาะลึกถึงแก่น แม้จะออกแนวจับผิดไปหน่อย
และทุกจุดก็มีมุมอื่นให้มองได้ อย่างที่เม้นบนๆนั่นว่ามา....
และหากบทความนี่ของท่าน จั่วหัวว่า "บางจุดในซิการ์" " ที่ไม่สมบูรณ์ หรืออะไรประมาณนั้นคงจะไม่มีใครท้วงเลย

แต่เพราะมันเป็นบทวิจารณ์ ในส่วนที่วิจารณ์แยกเป็นบทๆไปนั้น น่าจะเจาะข้อดี มากกว่านี้หน่อย

ให้มันมีทั้งชม ทั้งติ สมดุลกันไปละมั้ง

เป็นความคิดเห็นส่วนตัวครับ (อาจเพราะไอ้นิสัยใหม่ของผมก็ได้มั้ง เลยทำให้รู้สึกเช่นนั้น)
วิจารณ์เจาะอีหรอบนี้ ถ้าผมเป็นคนเขียนคงอึ้งเม้งไปเลย
ท้ายที่สุดก็คงต้องแล้วแต่ความแข็งแกร่งทางจิตใจของนักเขียนว่าจะรับได้มากแค่ไหน
วิจารณ์ได้ ตรงมากครับ "ตรง" สุดๆเลย... จนน่ากลัว

ป.ล.อ่านเม้นไม่ครบ ถ้ามันส่งผลให้พูดผิดไปประการใคก็ขอโทษด้วยครับ

#24 By [ Sai ];charot on 2006-06-03 16:17

คุณ Woratana วิจารณ์ได้น่ากลัวไปนิดนึงนะ เราว่า ส่วนตัว ถ้าเราเป็นโรโร คงเสียใจมากทีเดียว วิจารณ์กันไม่ไว้หน้าแบบนี้อะนะ ยังไงขอไปหาเรื่องนี้ของโรโรมาอ่านบ้างดีกว่า จะได้รู้ว่าเป็นอย่างไร

#23 By อติณเอง (203.146.192.172 /203.146.192.176) on 2006-06-01 14:14

ออกแล้วเหรอครับ! (เหลือนิยายยังไม่ได้อ่านเป็นกอง) ขอบคุณที่แวะมานะครับ

#22 By woratana (203.155.200.133 [mobile]) on 2006-05-16 12:11

ติดตามบทวิจารณ์วอร์คุงมาตั้งแต่วิจารณ์งานของผมแล้วครับ ผมว่า ถ้ามีอาชีพนักวิจารณ์แบบหากินเป็นเงินเดือนที่แน่นอนได้ ในอนาคตคุณวอคุงจะเป็นนักวิจารณ์ชั้นแนวหน้าได้เลยครับ ถึงแม้บทวิจารณ์จะมีบางอย่างที่ไม่สมควรบ้างก็ตาม แต่ก็แค่เล็กน้อย ถ้ามองข้ามไปก็ถือว่า ใครที่ได้วอคุงมาวิจารณ์งานนี่ โชคดีมากๆครับ อยากให้มาวิจารณ์ หนังสือ ฟรอสเซ็น เล่มสองของผมต่อจัง

#21 By อารัลเฟล (203.130.159.3 /203.156.23.212) on 2006-05-14 02:32

เข้าจุฬา... พูดง่ายแต่ทำยากนะเนี่ย ปีนี้ขึ้นม.3 กะว่าจะสอบทุนน่ะครับ พ่อแม่อยากให้ไปทางนั้น ติดปัญหาเกณฑ์ทหารนิดหน่อย ถ้าเรียนนอกไม่มีรด. กลับมาก็ไม่อยากเกณฑ์... ปวดหัวอยู่ครับ บทวิจารณ์คุณคนรกโลกได้อ่านแล้วเมื่อหลายวันก่อน ตามรอยจากคุณไปนั่นแหละ พิมพ์ในมือถือแล้วปวดตา ไปดีกว่า...

#20 By woratana (203.155.200.133 [mobile]) on 2006-05-06 11:28

เฮ้ย! ลืมไปอย่างนึง

เรื่องปก คิดเหมือนกันเลยว่ะ เหมือนอาร์เป็นอุเคะท่ามกลางเซเมะ 4 ตัว ที่ซื้อเรื่องนี้มาก็เพราะปกนี่แหละ ขอบอก สนใจตั้งแต่เห็นภาพปกในเว็บ 1168 แล้วล่ะ
โย่ เข้ามาอ่านตามคำสัญญา เหอๆ
ตอนนี้ชักจะง่วงละ ใช้สมองกลั่นกรองความคิดไม่ค่อยไหว ขอ comment แบบไม่ยาวละกันนะวอ

ในด้านองค์ประกอบของรูปเล่ม และลักษณะทางวรรณศิลป์ วอยังคงวิจารณ์ได้ถูกใจเช่นเดิม ตรงจุดแถมยังตรงใจผมอีกตะหาก แต่ก็อยากเสริมอะไรนิดนึง นั่นคือ อยากให้วิจารณ์แบบเนื้อเรื่องโดยรวมมากกว่าลงลึกทีละตอนอะ เพราะจะเป็นการหลีกเลี่ยงการ Spoil ได้ง่ายกว่า ถ้าเราคิดว่าเนื้อเรื่องส่วนไหนที่มีความไม่สมจริง ก็อยากให้บอกออกมาเลยว่า "เนื้อเรื่องบางส่วนไม่สมจริง" แล้วแย้มพรายเป็นตัวอย่างให้คนอ่านได้รับรู้ เหมือนที่วอวิจารณ์เรื่องเลียร์น่ะครับ

ก็เข้าใจว่าเนื้อเรื่องในซิการ์ มันแบ่งออกเป็นตอนๆ แต่ละตอนแยกออกจากกันชัดเจน ถ้าให้วิจารณ์อาจจะทำได้ยากกว่าเรื่องที่มีจุดหมายหนึ่งเดียว แล้วเนื้อหาทั้งเล่มคือการพาคนอ่านมุ่งไปสู่จุดนั้นในตอนท้าย กระนั้น เรื่องซิการ์ก็มีจุดร่วมเป็นตัวละครหลักชุดเดียวกันตลอดทั้งเล่มไม่ใช่หรือ ไม่รู้สิ ตอนนี้ง่วงอะ นึกเหตุผลดีๆ ไม่ค่อยออก เอาเป็นว่า การวิจารณ์แบบตอนต่อตอน บทต่อบท ผมแนะนำให้ใช้กับหนังสือรวมเรื่องสั้นจะดีกว่านะ เพราะอันนั้นแต่ละบทจะไม่เกี่ยวกันอย่างสิ้นเชิงเลย จะวิจารณ์แยกเป็นเรื่องๆ ได้ และยังหลีกเลี่ยงการ Spoil ได้มากกว่าวิจารณ์นิยายที่แบ่งเป็นตอนย่อยๆ นะครับ

อยากให้วอเข้าไปในบอร์ดนักเขียนของเด็กดี ลองไปหากระทู้วิจารณ์ The Angel Boy ที่มีคนชื่อ ฅนรกโลก มาตั้งไว้อะ เนื้อเรื่องของหนังสือเล่มนี้แบ่งเป็นตอนย่อยๆ หาจุดหมายร่วมกันไม่ได้ เหมือนซิการ์แหละ แต่คุณฅนรกโลกเขาก็ไม่ได้วิจารณ์แบบเป็นตอนๆ หรอก เขาวิจารณ์โดยรวม และไม่ Spoil รายละเอียดสำคัญของเรื่อง ผมว่าการวิจารณ์หนังสือของเขากับวอเหมือนกันตรงที่ทั้งคู่ติชมกันแบบตรงๆ อะ แต่ของเขาจะแรงกว่าวอมาก อาจเป็นเพราะเขาเป็นคนในวงการวรรณกรรมโดยตรงก็ได้ เห็นอะไรดีไม่ดีมาเยอะ เลยกล้าบอกได้ว่าเรื่องไหนควรเชิดชู เรื่องไหนเป็นขยะวรรณกรรม

เอ้อ! พอนึกเหตุผลได้ละ ต่อให้วิจารณ์แรงแค่ไหน ก็ไม่อยากให้ Spoil เนื้อเรื่องอะ เพราะจะเป็นการทำร้ายนักเขียนทางอ้อม บางคนพออ่าน Spoil จบแล้วอาจไม่อยากซื้อหนังสือมาอ่านก็ได้ ประมาณว่า "ฉันรู้แล้วว่าเรื่องจบอย่างไร ฉันไม่อ่านละ" มีนะ มีคนอย่างนี้จริงๆ ถึงแม้เราจะบอกว่า ตรงนี้ Spoil นะ ถ้าไม่อยากเสียอรรถรสอย่าอ่าน แต่ก็ต้องมีคนแอบอ่านอยูดี ความอยากรู้อยากเห็นไม่เคยสะกดได้หรอก (ไม่งั้นนางแพนดอร่าคงไม่เปิดกล่องผนึกมาร ปล่อยความชั่วร้ายออกมาเต็มโลกหรอก จริงมะ) ถ้าเราวิจารณ์กันตรงๆ แบบไม่ Spoil จะเป็นการกระตุ้นคนอ่านเองด้วยให้ไปคิดว่าจะเชื่อคนวิจารณ์หรือจะฟังหูไว้หู เป็นการให้ทางเลือกแก่เขา รักษาสมดุลแก่กันทั้ง 3 ฝ่าย นักเขียน - นักอ่าน - นักวิจารณ์

ผมแอบไม่เห็นด้วยกับวอนิดนึง ตรงที่วอบอกว่าเนื้อเรื่องไม่มี Plot ย่อยเยอะ ผมกลับคิดว่าการแบ่งเรื่องเป็นตอนๆ เนี่ย ทำให้พล็อตย่อยโคตรเยอะเลยแหละ เพราะในแต่ละตอนก็มี Climax มี Denouement (จุดคลี่คลาย) ที่ต่างกันและเป็นอิสระต่อกัน ที่สำคัญ ตัวละครอาร์ไม่ได้ใช้ชีวิตไปวันๆ เพื่อเฝ้ารอที่จะหลบหนีจากบ้านของครอบครัวบุญธรรมสักวันหนึ่งนี่ เขามาสนใจจริงๆ ก็ตอนหลังๆ เท่านั้น จึงถือว่าบทสรุปของเล่มนี้ก็เป็นตอนจบของตอนสุดท้ายเท่านั้น ไม่ใช่ของทั้งเรื่อง เหมือนกับการ์ตูนโดราเอมอนรวมเล่มน่ะครับ แม้บางตอนจะเชื่อมโยงกัน กระนั้นจุดมุ่งหมายของแต่ละตอนก็ต่างกันอยู่ดี ดังนั้นในเรื่องซิการ์ แต่ละตอนจึงมีพล็อตเฉพาะของมันไป อันนี้ตามที่ผมดูๆ เอานะ

ส่วนการวิจารณ์เรื่องคุณค่าทางสังคม ต้องขอชมเลยว่า พิมพ์ได้ดีมาก สรุปออกมาได้ดี ตรงใจอีกละ มีอรรถรส มีการทิ้งท้ายให้คนอ่านคิด ซึ่งอ่านแล้วก็เสียวสันหลังวาบเลยว่ะ เหอๆ

วิจารณ์ได้ดีครับ คราวต่อไปก็เอาเรื่องน่าสนใจๆ มาวิจารณ์ให้ได้รับชมกันอีกนะ แล้วก็พอเรียน ม.ปลายจบแล้ว ขอให้เข้าจุฬาฯ ได้ล่ะ จะชวนแกมบังคับมาเข้าชมรมวรรณศิลป์ มีแววอยู่มิใช่น้อยนะ หะๆๆ

อย่าลืมไป update เรื่องที่แต่งทิ้งไว้ล่ะครับ จะตามอ่านนะ

สู้ๆ ไอ้มดแดง

ปล. (รู้ว่าพิมพ์ยาวแล้ว ขอต่ออีกนิด) ขอ add favorite ละกันนะครับ ผมก็เคยเปิด blog ไว้เหมือนกัน แต่ไม่ได้ update ไปพักหนึ่ง ตอนนี้ก็ร่วม 5 เดือนได้ คิดว่าหลังจากนี้คงเริ่มกลับมาเขียน blog ต่อบ้างล่ะ
เพิ่งตื่นเหมือนกัน... หนอนพลูมาได้ไงเนี่ย O[]o! นิยายของผมตอนนี้ไม่มีอะไรที่เขียนอยู่เลย มีแต่เรื่องสั้นครับ (กำลังลองส่งเข้าประกวดหลายๆเวที เดี๋ยวเปิดเทอมแล้วจะตายก่อน... ปีนี้ต้องสอบทุน ติวเยอะชัวร์ เอาล่ะ มาที่การ์ตูน4ช่องของคุณimome ลายเส้นอยู่ในเกณฑ์ดี แต่รู้สึกไปเองหรือเปล่าไม่รู้ ว่างานบางทีดูไม่เนี้ยบ (หรือเพราะเห็นแต่งานลงสีของหมาเอหว่า = =") ชอบตอนผีดุครับ อ่านไปโดนหลอกรอบ2เลย (ฮา) ตัวอักษรเขียนดูเป็นกันเองดี ถ้าพิมพ์อาจดูทู่ๆไปหน่อย (ยกเว้นfont JS) สรุป...ชอบครับ อ่านได้เพลินดี หวังว่าจะมีโอกาสได้เห็นงานของคุณimomeอีกนะครับ^^

#17 By Woratana (203.155.200.133 [mobile]) on 2006-05-05 10:39

ปล. เพิ่งตื่นเลยเบลอๆ ใช้"ครับ"บ่อยไปนิด =[]="

#16 By หนอนพลู (124.121.81.73) on 2006-05-05 09:37

ท้ายบทวิจารณ์มีแอบจี้ให้ขนลุก "คุณจะเชื่อได้อย่างไร ว่าคนที่เลี้ยงดูคุณอยู่ตอนนี้ เป็นพ่อแม่แท้ๆของคุณ!!!" รู้สึกเหมือนอ่านนิยายสืบสวนลึกลับ =[]="

เพิ่งเคยอ่านบทวิจารณ์ของวอคุง(เรียกแบบนี้เลยแล้วกัน!) แต่ไม่แน่ใจว่าเคยอ่านวิจารณ์เรื่องอะไรที่บอร์ดนักเขียนเด็กดีเก่าหรือเปล่า แต่ชอบครับ ถ้าเป็นนิยายที่ใส่ใจกับรายละเอียดและความสมจริง การถูกวอคุงวิจารณ์ถือเป็นโอกาสอันดีแล้วล่ะ

คห อื่นๆ อืม... อย่างว่า ทั้งนิยายทั้งบทวิจารณ์ไม่มีของใครที่เพอร์เฟ็ค100%หรอกครับ แต่ไอ้ของดีกรีไม่ถึงร้อยนี่แหละสร้างนักเขียนวิจารณ์ดีๆมาหลายคนแล้วนะครับ

ผมยังไม่เคยอ่านนิยายของวอคุงเลยแฮะ ไว้มีอารมณ์แล้วจะหาเวลาไปอ่านนะครับ >w<

- - - - - - - - - - - - - - -
ถึงคุณกระต่ายขี้บ่น

ผมว่าการ์ตูนออกจะใช้มุขเก่าไปสักหน่อยนะครับ ตามความรู้สึกของผมนะ = ="

#15 By หนอนพลู (124.121.81.73) on 2006-05-05 09:36

แหะๆ ขอบคุณด้วยคนนะครับที่อุดหนุนหนังสือ โดยรวมแล้วผมว่าเรื่องนี้ก็เป็นนิยายแนวครอบครัวที่ดีอีกเรื่องนึงทีเดียวนะ

เอ่อ ว่าแต่วิจารณ์ปกก็มี แอบฝากให้วิจารณ์การ์ตูนท้ายเล่มด้วยหน่อยได้ไหมอ่ะครับ แหะๆๆๆ

#14 By imome (210.86.142.83) on 2006-05-05 02:53

อันบนที่คอมเม้นท์11 ยกมานั้น เป็นความผิดพลาดด้านการบรรยายครับ ไม่ใช่เรื่องเหนือจริงแต่อย่างใด

นิยายแบบเลียร์ กับนิยายเรื่องนี้ ระดับของความสมจริงมันต่างกัน เรื่องนี้ ผมมองเป็นเรียลแบบชีวิตจริง แต่เลียร์ มองเป็นแฟนตาซีระดับธรรมดา

เพราะในเรื่องไม่มีสัตว์ตัวอื่นที่พูดได้ ผมจึงมองว่าที่นกแก้วพูดได้ตัวเดียวนั้น "แปลก"

หรือบางที...

เพราะขนาดแนวแฟนตาซี คุณอยากให้มันสมจริงเลยนี่คะ?
== อาจเพราะตอนนี้กับตอนนั้นผมมองไม่เหมือนกันแล้วก็ได้ (คำตอบอันนี้แถ น่าจะรู้กันดีอยู่ แต่มันก็เป็นเรื่องจริงอยู่นิดหนึ่ง เพราะอันนั้นเป็นบทวิจารณ์สุดยาวอันแรก)

ขอบคุณนะครับที่ห่วงโพสของผม แต่อยากให้รู้ไว้ว่าผมตอบโพส ไม่ได้เถียงเน่อ (หน้าไม่น่าเชื่อใจแบบสุด ๆ)

#13 By Woratana (203.113.16.241 /203.113.80.142) on 2006-05-04 23:43

น้อมรับคำวิจารณ์ครับ สำหรับคุณรองเท้าแก้ว ถ้าไม่ใช่แนวที่ผมไม่ค่อยได้อ่าน จะเขียนบทวิจารณ์ให้แน่ครับ


ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ขอแย้งสักนิดนะครับ
ตอนที่3 ดาราทุกคนมักจะมีตารางงานครับ (นายแบบดังอย่างซีก็คงมีเช่นกัน) ซึ่งจะทำให้นักข่าวรู้ได้ว่าคน ๆ นี้ขณะนี้ไปทำอะไรอยู่ที่ไหน จึงไม่แปลกถ้าเขาจะหาซีเจอ บทที่4 มีโทสะก็จริงอยู่ แต่จากลักษณะการพูดหรืออะไรต่าง ๆ ไม่บอกว่าสติสัมปชัญญะหายไปด้วย การที่มองไม่เห็นจึงแปลกมากครับ บทที่6 ผมโยนยังไง? ผมไม่ได้บอกเขาให้ทำแบบนั้นแบบนี้สักหน่อย อย่ากล่าวหากันสิครับ บทที่8 ถึงจะห่วงน้องแค่ไหน ก็ไม่ได้ทำให้ถนนโล่งขึ้นหรอกนะครับ อ่านๆก็รู้ว่าเรื่องมันเพิ่งดำเนินไปอย่างมากก็ห้านาที ผมจึงบอกว่ามันเร็วมากๆ บทที่9 คุณอ่านบทวิจารณ์และนิยายละเอียดหรือเปล่าครับ เพราะคุณเข้าใจผิดตรงที่ผมบอกว่า "ลวกๆ" บทพูดของเรื่องนี้ไม่ได้ใช้ศัพท์สูง ๆ ตั้งแต่แรกแล้ว ผมไม่หยิบเอาเรื่องนั้นมาพูดในบทหลัง ๆ หรอกครับ บทที่10 นิยายที่เกี่ยวกับครอบครัว ในสายตาของผมคือแนวเรียล ในสายตาของคุณจะเป็นแนวไหนก็แล้วแต่คุณ บทที่11 คุณอ่านยังไงเป็นแนววายครับ คุณอ่านบทวิจารณ์ของผมแล้วคิดละเอียดหรือเปล่า หรือไม่มีอะไรเขียนในบทนี้กันแน่ บทที่12 เรื่องให้อะไรดูนั่นคงต้องให้คนเขียนไปคิด เพราะมันซ้ำจริง ๆ ส่วนฝ่ายพิสูจน์อักษรที่วัน ๆ ตัวอักษรเข้าตาวันละหลายหมื่นตัว คุณเคยเขียนนิยายหรือเปล่าครับ หนึ่งหมื่นตัวอักษรของนิยายภาษาไทยน่ะ แค่ประมาณห้าถึงหกหน้าเวิร์ดเท่านั้นเอง ฝ่ายพิสูจน์อักษรต้องมากกว่านั้นสิ (แล้วเราจะเถียงเค้าทำไมเนี่ย) คุณจะบอกว่าเพราะทำงานเยอะถึงผิดพลาดได้ใช่ไหมครับ ถ้าแบบนั้นผมไม่เถียง แต่อย่างไร ฝ่ายพิสูจน์อักษรมีถึงสองคน ก็มีแนวโน้มว่าจะสามารถทำให้คำผิดเป็นศูนย์ได้นะ เรื่องน้าอร เธอจะมาขับรถวนแถว ๆ บ้านอาร์ เพื่อรอให้อาร์หนีออกมาจากบ้านงั้นเหรอครับ ถ้าเป็นห่วงจริง ๆ สู้ไปหาที่บ้านไม่ง่ายกว่ารึ ส่วนคำพูดของอาร์ ผมบอกตอนไหนว่ามัน "ผิด" อ่านให้ละเอียดหน่อยครับ บทที่13 ผมแค่มองว่ามันเกร่อๆไปเท่านั้น ไม่ได้หนักหัวผมแต่อย่างใด แต่คิดว่าประโยคที่ผมพิมพ์มันคงหนักกบาลใครบางคนน่ะครับ (ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) เรื่องวายนั้น ต้องขออภัยคนเขียนสักเล็กน้อย แต่...นั่นก็คือมุมมองของผม (คิดว่าบอกไว้ตั้งแต่แรกแล้วนะ) ส่วนการวิจารณ์บทสรุป ขอบอกเลยว่าไม่ได้ด่าใคร ส่วนใหญ่ผมวิจารณ์ที่ตัวนิยาย ใช้คำว่า "เยอะ" คงไม่ถูก

ยังไงก็ขอบคุณสำหรับคำวิจารณ์ครับ คุณเองก็อ่านบทวิจารณ์ให้ละเอียดอีกนิดก็ดี ไม่งั้นจะสื่อสารกันผิดได้เหมือนครั้งนี้ครับ

#12 By Woratana (203.113.16.241 /203.113.80.142) on 2006-05-04 23:31

เพราะมันก็บอกไว้อยู่แล้วว่านิยายไม่ใช่ชีวิตจริง
== ก็ควรจะสมจริงให้มากที่สุด เพราะแนวของนิยายเรื่องนี้ไม่ใช่แฟนตาซีแบบโอเวอร์ ถ้าเป็นแนวนั้นผมปล่อยไปนานแล้ว
^
^
^

#11 By (203.172.53.36) on 2006-05-04 23:30

วิจารณ์ได้อรรถรส อ่านไปน้ำลายไหลไป เอิ๊กๆๆๆ

#10 By menchow (202.57.175.102) on 2006-05-04 22:19

อ่านทั้งบทวิจารณ์และก็เม้นแล้วล่ะ
มาให้กำลังใจคนวิจารณ์ด้วยนะคะ ให้กำลังใจคุณโรโรฯ ด้วย

แหะ ถ้าไม่หวังไรมากล่ะก็ เรื่องของซินออกแล้วเนี่ยช่วยวิจารณ์ให้ด้วยจะดีมากเลยค่ะ แฮะๆ
ผมว่าคุณวิจารณ์ในมุมแคบไป นี่ไม่ได้มาแก้ต่างให้ใคร แต่อยากให้มองโลกให้กว้างกว่านี้

ตอนที่ 1
ในเมื่อพวกพี่ ๆ อาร์เป็นพี่ของอาร์ (ถึงแม้ไม่ใช่พี่แท้ๆ ก็ตามที) มันก็ต้องรู้จักมักคุ้นกับเจต ที่เป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของอาร์ และเป็นเพื่อนเพียง 1 ใน 2 คนที่รู้ว่าอาร์เป็นน้องของซี
ฉากที่พวกพี่ ๆ ไปรุมอัดแก๊งมังกรไฟไม่จำเป็นต้องเขียนบอกก็รู้ได้ว่าพวกพี่ ๆ ต้องไปถามเจตมาแน่ ๆ ซึ่งคุณบอกว่าเจตมันยังถามอาร์เลยว่าหน้าอาร์ไปโดนอะไรมา มันก็ไม่จำเป็นอีกนั่นแหละ (เพราะมันสองคนสนิทกัน เรียนก็เรียนที่เดียวกัน มันก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าโรงเรียนนี้มีใครบ้างที่กล้าทำแบบนี้) ที่จะต้องเขียนบอกทุกอิริยาบถของตัวละครให้คนอ่านได้รับรู้ (เพราะว่าคนอ่านมีสมอง และน่าจะสนุกกว่าถ้าได้อ่านและคิดตามเรื่องราวที่นักเขียนเขียนออกมา โดยได้ข้อมูลมาเพียงบางส่วนเท่านั้น)

ตอนที่ 2
สาเหตุที่คนในห้องบอกว่าถ้าอาร์ไม่แสดงจะโดนหักคะแนนกิจกรรมนั้น เป็นข้ออ้างที่เพื่อน ๆ ยกมาเพื่อให้อาร์ไม่มีทางเลี่ยง (อาร์มันเฉื่อย กว่ามันจะคิดได้ว่ามันไม่ต้องแสดงก็ได้ก็เดินขึ้นเวทีไปแล้ว) อีกอย่างสาเหตุที่เจตไม่ยอมแสดงแต่ให้อาร์แสดงแทนไม่ต้องมีคนบอก หรือให้นักเขียนเขียนบอกก็รู้ว่าเจตมันร่วมมือกับพี่ ๆ ของอาร์

ตอนที่ 3
ไม่รู้ว่าคุณอ่านละเอียดรึเปล่า ว่าซีมันจะไปถ่ายโฆษณาที่ต่างจังหวัด แล้วช่วงที่จะไปก็โยนให้อาร์ซะ แล้วก็ไปทำงาน ใครกันจะรู้ว่าซีไปไหนถ้าไม่มีคนในบอกว่าซีถ่ายโฆษณาที่ไหน เหตุผลการโยนระเบิดให้อาร์ก็ไม่เห็นผิด ในเมื่อนักข่าวตามตัวซีไม่เจอ ตามธรรมดาแล้วมันก็ต้องไปตามหาคู่กรณีอย่างอาร์แทน

ตอนที่ 4
คนเราถ้ามันจะทะเลาะกัน แค่มองหน้ากันมันก็ทะเลาะกัน แล้วก็ไม่เห็นจะแปลกที่พี่น้อง ฝาแฝด คู่นี้จะไม่เก็บเรื่องที่ว่าคนในรูปคือซีมาสนใจ ก็ในเมื่อมันสองคนสนิทกันจะตาย อีกอย่างคนที่กำลังโมโหโทโสมันจะมีเวลามานั่งพินิจพิจารณาไหมว่าในรูปมีไฝรึไม่มี ไม่งั้นจะให้ซีมาดูรูปทำไม

ตอนที่ 5
ประโยคที่ว่า "ผมไม่รังเกียจรักร่วมเพศ" มันห้ามเพศไหนพูดด้วยเหรอ คุณกรุณาวิจารณ์ด้วยใจเป็นกลางอย่าเหมารวมหมดว่าใครเป็นแบบคุณ
แล้วกลับไปอ่านให้ละเอียดนะครับ ว่าทำไมพ่อของอาร์ถึงพูดว่า "พ่อโดนโกง" ก่อนหน้านั้นสัก 2 - 5 บรรทักมีบอกอยู่

ตอนที่ 6
ไม่มีอะไรให้วิจารณ์ก้ยังเอาเทคนิคการเขียนของตัวเองไปโยนให้คนอื่นเพื่อให้คนอื่นเขียนตามแบบที่ตัวเองอยากให้เป็นนะครับ

ตอนที่ 7
ทำไมคุณพยายามจูงให้นิยายเรื่องนี้ติดเรต Y นัก?

ตอนที่ 8
ที่คุณสงสัยว่าทำไมซีมาถึงเร็ว มันก็ในเมื่อซีมันห่วงน้อง ร็อบมันคว้าโทรศัพท์ไปบอกซี แล้วซีก็เคยเกเรมา โจรมันย่อมรู้อยู่แล้วว่าที่ไหนคือแหล่งกบดานของพวกเดียวกัน แล้วยิ่งเคยเป็นเพื่อนที่สนิทกันด้วยแล้วมทันก็ต้องรู้กันอยู่ดีว่าที่ไหนที่กลุ่มของตัวเองจะใช้ ซึ่งไม่ใช่ประเด้นที่นักเขียนจะต้องบอกทุกอย่าง ไม่งั้นนิยายจะสนุกไหม?

ตอนที่ 9
บทสนทนาทำไมต้องหาแบบวิลิศมาหรามาด้วยในเมื่อทุกวันนี้ในชีวิตประจำวันพวกคุณก็ไม่เห็นมีใครใช้คำราชาสัพท์หรือภาษาราชการกันนี่...
แล้วลืมหูลืมตาดูหมวดของนิยายรึไม่ว่าอยู่หมวดไหน?

ตอนที่ 10
แปลกเหรอที่นิยายหมวดวัยทีน อ่านสนุกขำขัน จะให้มีตัวละครที่อยู่ ม. 5 ชอบดูรายการ อย่างผึ้งน้อย โซว์ หนูดีมีเรื่องเล่า เจ้าขุนทอง ... หรือรายการสมมติอย่าง "มดตะนอยรับอรุณ" นิยายก็คือนิยายนะคุณ คุณคิดว่าคุรกำลังอ่านตำราเรียนอยู่หรืออย่างไร?

ตอนที่ 11
นิว่าจะวิจารณ์ให้ดูเป็นแนว Y

ตอนที่ 12
พ่อที่มันไม่เจอลูกตัวเองมา 17 ปี มันจะให้อะไรในการจำลูกที่เมื่อ 17 ปีที่แล้ว ที่ยังนอนตัวแดง ๆ อยุ่ที่โรงพยาบาลครับ นอกจากตำหนิที่มีมาตั้งแต่เกิด??

อย่านอกประเด็นนะคุณ วิจารณ์นิยายไม่ใช่วิจารณ์กระบวนการผลิต คุณเองยังใช้คำผิด ๆ ถูก ๆ แล้วจะไปเอาอะไรเจ้าหน้าที่พิสูจน์อักษรที่วัน ๆ มีตัวหนังสือวิ่งเข้าตาวันละหลายหมื่นตัว

น้าอรมันเป้นน้าของอาร์ มันมีความเกี่ยวของกับอาณัติที่เป้นพ่อแท้ ๆ ของอาร์ แล้วช่วงนั้น อาณัติก้ต้องการให้อาร์ไปอยู่กับตัวเอง แล้วผิดตรงไหนล่ะที่น้าอร จะตามดูพฤติกรรมของหลานชายที่กำลังว้าวุ่นใจ? อ่านแล้วคิดตามรึเปล่า?

ใครหลายคนที่อ่านเรื่องนี้คงจะพอรู้ว่าอาร์มันไม่อยากไปอยู่กับพ่อแท้ ๆ ของมัน แล้วผิดตรงไหนที่ลูกแท้ ๆ ที่จะพูดกับพ่อแท้ ๆ ที่ไม่เคยดูแลตนเองเลยว่า "คุณจะเคารพการตัดสินใจของผมหรือเปล่า"

ตอนที่ 13
หนักกะบาลใครที่นักเขียนจะตั้งชื่อตอนแบบนี้? จบแบบมีความสุข ก็ผิด? จบแบบหักมุมก็ผิด? แล้วทำไมไม่เขียนเองเลยล่ะคุณ

ยังสงสัยว่าทำไมคุรชอบดึงนิยายเรื่องนี้เข้าแนว Y ทั้ง ๆ ที่มันไม่ใช่ คุรอย่ามาเป็นฤๅษีแปลงสาร

บทสรุป
ถือว่าสรุปได้ดีหลังจากที่ด่านักเขียนมาซะเยอะนะคุณ

คราวหน้าคราวหลังก็อ่านและเก้บรายละเอียดอย่างที่คุณบอกไว้ตอนแรก ๆ หน่อย ทางที่ดี "หัดคิดตาม" บ้าง เดี๋ยวนี้หมดยุคแล้วที่จะต้องคอยให้ใครป้อนน้ำป้อนข้าว
นิยายก็คือนิยาย อย่าไปคิดอะไรมากมาย ไม่อย่างนั้นจะมีสำนวนไทยที่ว่า "อย่าไปเอานิยมนิยาย" หรือคุณ มองโลกให้กว้างอีกนิดด้วยสายตาคู่เดิม ก่อนที่จะมาป่าวประกาศบอกใคร ๆ ว่าคุณ.....(ละไว้ในฐานที่เข้าใจ)

#8 By 9nat (58.8.134.162) on 2006-05-04 21:57

เห็นด้วยกับ พลังปัญญาเกิดนะ

ไม่มีอะไรที่เพอร์เฟคหรอก รวมถึงคนเราด้วยแหละ ไม่มีหรอก ถ้ายังจะเถียงก็ไปหามาสิ "สิ่งที่เพอร์เฟคที่สุดน่ะ"

การที่เราบอกไปมันก็เป็นการทำให้เขาได้รับรู้จุดบกพร่องขอตัวเองนะ เราว่าที่ woratana (อ่านว่าวอ-ระ-ทะ-นะ รึเปล่าเอ่ย?) ติไปก็เพื่อตัวผู้แต่งต่างหาก

"การเขียนนิยายคือความสุขของคนเขียน ไม่ใช่การเขียนอย่างไม่มีที่ติและไม่ได้เขียนเพื่อความชอบของคนบางกลุ่ม" ประโยคนี้เราเห็นด้วยกับคำตอบของ woratana เลย เราอยากจะบอกเหมือนกันว่า ไอ้ที่ "ไม่ได้เขียนเพื่อความชอบของคนบางกลุ่ม" นั่นน่ะ มันก็น่าจะหมายความไปถึงคุณน้องหนามด้วยว่า "บทวิจารณ์ก็ไม่ได้เขียนเพื่อความชอบของคนบางกลุ่มด้วยเช่นกัน"

ปล. =[]= พยายามเข้านะ woratana

#7 By :: zOe (Kuroki) :: on 2006-05-04 19:12

ค.ห.แรกมองโลกแคบจัง
ไม่มีนิยายไหนที่เพอ์เฟ็ค
ไม่มีใครวิจารณ์เพอร์เฟ็คเหมือนกัน
แล้วก็ขาดสิ่งไดสิ่งหนึ่งไม่ได้ด้วย


แล้วเราก็ชอบที่woratanaวิจารณ์ด้วย(รู้จักครั้งแรกก็เรื่องเลียร์) แล้วหลายๆคนก็ชอบ
ก็อย่างว่า คนเราคิดไม่หมือนกัน


แต่มองโลกให้กว้างขึ้นก็ไม่เสียหาย

#6 By ゴッチ on 2006-05-04 18:24

ลืมลิงค์เรื่องสั้น นี่ครับ
http://www.takeforum.com/forum/viewtopic.php?t=241&mforum=wkcreative
(หรือจะจิ้มที่ชื่อผมในโพสนี้ก็ได้)

#5 By woratana (203.113.16.241 /203.113.80.8) on 2006-05-04 18:01

ผมด้านตั้งแต่รอบเลียร์แล้วล่ะจะด่าก็ด่ามากันเยอะ ๆ ผมจะได้จัดการชีวิตของตัวเองต่อไป

ขอพูดเลยว่านิยายทุกเรื่องมีช่องโหว่เต็มไปหมดแต่จะมีประโยชน์อะไรถ้ามัวมานั่งจับผิดคนอื่นอย่างโน้นอย่างนี้หรือแม้กระทั่งคำบางคำที่เกิดความผิดพลาด(พิมพ์ผิด)
== มีประโยชน์ที่จะแก้ไขผลงานได้ นิยายทุกเรื่องต้องช่องโหว่ ใช่ มันต้องมี แล้วการที่เราทำให้คนเห็นช่องโหว่ มันผิดหรือครับ คุณจะฝันหวานว่านิยายเรื่องนั้นเรื่องนี้เพอร์เฟ็กต์ ก็เรื่องของคุณ แต่คุณไม่มีสิทธิ์มาบอกคนที่ทำให้ความคิดของคุณเปลี่ยนไป ว่าเป็นการกระทำที่ไม่ดี

เพราะมันก็บอกไว้อยู่แล้วว่านิยายไม่ใช่ชีวิตจริง
== ก็ควรจะสมจริงให้มากที่สุด เพราะแนวของนิยายเรื่องนี้ไม่ใช่แฟนตาซีแบบโอเวอร์ ถ้าเป็นแนวนั้นผมปล่อยไปนานแล้ว

ลองคิดกลับกันคนที่วิจารณ์หนังสือคนอื่นนะ เขาเคยคิดบ้างไหมว่าบทวิจารณ์ของเขาก็มีช่องโหว่เหมือนกัน แล้วการที่ใครบางคนมานั่งวิจารณ์คนอื่นเนี่ย เพื่ออะไร?ให้คนที่พบเห็นชื่นชมหรอ?หรือเพราะอะไรกันแน่
== ถ้าคุณพบช่องโหว่ในบทวิจารณ์ของผมก็บอกมาสิครับ ไม่ก็เขียน "บทวิจารณ์ของบทวิจารณ์" ขึ้นมาซะ ผมไม่เคยคิดหรอกนะว่าบทวิจารณ์ของผมเพอร์เฟค นิยายของผมยังไม่เคยมองว่าเพอร์เฟคเลย แล้วเรื่องที่ไม่ได้ทำบ่อย ๆ จะเอามาคิดได้ยังไง ผมเขียนบทวิจารณ์ยาว ๆ มาตั้งแต่เลียร์ คนด่าเกลื่อน ไม่เคยคิดหรอกว่าจะได้คำชมจากการเขียนบทวิจารณ์น่ะ

ไม่อยากเอาลิงค์นี้ไปแจกจ่ายแฟนคลับคนอื่น เพื่อโปรโมทตัวเองเหมือนใครบางคน
== แจกจ่าย? ผมไม่ได้ไปยัดเยียดให้ใครเข้ามาอ่าน แล้วก็ลงแค่ที่บอร์ดสำนักพิมพ์ที่เดียว กระทู้เดียว ถ้าอยากโปรโมทจริงคงไปโฆษณากับกูเกิ้ลแล้วมั้งครับ

คุณวิจารณ์หนังสือเหมือนเดิมต่อไป หรือบางทีถ้าคุณคนดังกล่าวลองเขียนนิยายออกมาสักเรื่อง(คนดังกล่าวอาจเป็นนักเขียนอยู่แล้ว)หนูคงเป็นคนหนึ่งที่ขอวิจารณ์หนังสือนั้นเองนะคะ
==ถ้า "คุณคนดังกล่าว" ที่พูดถึงคือผมล่ะก็ ผมเขียนนิยายมาหลายเรื่องแล้วล่ะ ถ้าอยากวิจารณ์จริง ๆ ล่ะก็ เอาเรื่องสั้นเรื่องล่าสุดของผมไปวิจารณ์แล้วกัน (จะลงบทวิจารณ์ที่ไหนก็บอกมาด้วยล่ะ หรือจะไปโพสในกระทู้ก็ได้)

สุดท้ายนี้ก็ขอบอกอะไรอย่างหนึ่งว่า การเขียนนิยายคือความสุขของคนเขียน ไม่ใช่การเขียนอย่างไม่มีที่ติและไม่ได้เขียนเพื่อความชอบของคนบางกลุ่ม
== คนเขียนก็สุข แต่จะสุขกว่าเมื่อคนอ่านรู้สึกสนุกไปกับเราด้วย

#4 By woratana (203.113.16.241 /203.113.80.8) on 2006-05-04 17:57

เป็นกำลังใจให้ โรโร จ้า

#3 By TAErg@1168 (203.156.90.171) on 2006-05-04 17:30

น้อมรับคำวิจารณ์ เพื่อการปรับปรุงและพัฒนาผลงานให้ดีขึ้นนะครับ.. (แม้ตอนอ่านจะหน้าชาๆ ไปบ้างก็เถอะ)

ยังไงก็ต้องขอบคุณมากๆ นะคับที่อุดหนุนหนังสือ ..

#2 By โรโรฯ (202.149.124.18) on 2006-05-04 16:33

หนูก็เป็นคนหนึ่งที่ซื้อนิยายเรื่องนี้มาอ่านเพราะติดตามมาตั้งแต่คุณโรโรฯเขียนในเว็บเด็กดี และหนูชอบการวิธีการเขียนของเขามากเพราะเป็นคนเขียนเรืองที่ดูจะน่าเบื่อ(ไม่มีพระเอก-นางเอก)ให้เป็นเรื่องที่สนุกได้ อีกอย่างแนวเรื่องแบบนี้ยังไม่ค่อยมีคนเขียน การที่นิยายเรื่องนี้ได้ขึ้นมาอยู่อันดับหนึ่งของหมวดก็คงเป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่ง

ส่วนเรื่องที่คุณวิจารณ์นั้นก็ขอขอบคุณแทนคุณโรโรฯนะคะ ซึ่งก็ทำให้เค้าได้คิดอะไรได้หลายๆอย่าง เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ขอพูดเลยว่านิยายทุกเรื่องมีช่องโหว่เต็มไปหมดแต่จะมีประโยชน์อะไรถ้ามัวมานั่งจับผิดคนอื่นอย่างโน้นอย่างนี้หรือแม้กระทั่งคำบางคำที่เกิดความผิดพลาด(พิมพ์ผิด)เพราะมันก็บอกไว้อยู่แล้วว่านิยายไม่ใช่ชีวิตจริงลองคิดกลับกันคนที่วิจารณ์หนังสือคนอื่นนะ เขาเคยคิดบ้างไหมว่าบทวิจารณ์ของเขาก็มีช่องโหว่เหมือนกัน แล้วการที่ใครบางคนมานั่งวิจารณ์คนอื่นเนี่ย เพื่ออะไร?ให้คนที่พบเห็นชื่นชมหรอ?หรือเพราะอะไรกันแน่
และเพื่อเห็นแก่ผู้แต่ง หนูก็อยากให้เรื่องนี้มันจบลงตรงนี้เหมือนกันไม่อยากเอาลิงค์นี้ไปแจกจ่ายแฟนคลับคนอื่น เพื่อโปรโมทตัวเองเหมือนใครบางคน ก็ขอให้คุณวิจารณ์หนังสือเหมือนเดิมต่อไป หรือบางทีถ้าคุณคนดังกล่าวลองเขียนนิยายออกมาสักเรื่อง(คนดังกล่าวอาจเป็นนักเขียนอยู่แล้ว)หนูคงเป็นคนหนึ่งที่ขอวิจารณ์หนังสือนั้นเองนะคะ
สุดท้ายนี้ก็ขอบอกอะไรอย่างหนึ่งว่า การเขียนนิยายคือความสุขของคนเขียน ไม่ใช่การเขียนอย่างไม่มีที่ติและไม่ได้เขียนเพื่อความชอบของคนบางกลุ่ม

#1 By น้องหนาม (58.147.47.4) on 2006-05-04 16:31

Tags

ผมกินมาม่ามาจากญี่ปุ่น - -* (Woratana) View my profile

Recommend