บทวิจารณ์ : The Last Song on the Frozen Tear
posted on 19 Dec 2005 12:13 by woratanaReview : The Last Song on the Frostzen Tear
บทวิจารณ์ : บทเพลงสุดท้ายแห่งดินแดนฟรอสเซ็น
โดย : Woratana [WK Creative]
กลับมาพบกันอีกครั้ง สำหรับผู้ที่รอบทวิจารณ์ และผู้ที่ผ่านเข้ามาพบโดยบังเอิญ งานวิจารณ์ครั้งที่สองของผมก็คงไม่หนีหายไปจากแวดวงวรรณกรรมเยาวชน เน้นว่าเป็นวรรณกรรมเยาวชนที่คนไทยแต่งด้วย (ซึ่งส่วนใหญ่อายุอานามก็ไม่เกินจากหลัก1X)
สำหรับเรื่องThe Last Song on the Frostzen Tearนั้น เป็นนิยายแฟนตาซีสายพันธุ์ไทยที่ผมซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือ ผู้เขียนใช้นามปากกาว่า อารัลเฟล ซึ่งถ้าใครติดตามรายชื่อหนังสือที่ตีพิมพ์ในเว็บDek-Dบ่อย ๆ จะทราบว่าผู้เขียนตีพิมพ์นิยายสองเรื่อง โดยใช้นามปากกาที่ต่างกัน และนิยายสองเรื่องก็ต่างแนวกันโดยสิ้นเชิง
หลายคนเห็นชื่อแล้วอาจงงเล็ก ๆ ว่าผมพิมพ์ผิดหรือไม่ ทำไมพิมพ์ว่า Frostzen แทนที่จะเป็น Frozen ให้ถูกต้องตามหลักภาษาอังกฤษ ผมขอบอกไว้เลยว่า The Last Song on the Frostzen Tear เป็นชื่อที่ขึ้นหน้าปกหนังสือ ซึ่งผมก็ขอเดาเอาเองว่าคนเขียนตั้งใจเขียนแบบนี้เพื่อไม่ให้ซ้ำกับคำว่า Frozen (เพราะคนเขียนก็อายุ 19 แล้ว คงไม่พลาดภาษาอังกฤษคำง่าย ๆ)
แต่เห็นชื่อเรื่องภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ ผมก็ยังงงไม่หายว่าทำไมชื่อภาษาอังกฤษเขียนว่า Frostzen Tear ทว่าชื่อภาษาไทยกลับเขียนว่า ดินแดนฟรอสเซ็น คำว่า Tear หายไปไหนหนอ?
เกริ่นนำกันมาหลายบรรทัด มาเริ่มวิจารณ์กันเลยดีกว่า..!
เรื่องย่อ โดย Woratana
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อเหล่าดรากูน อสูรแห่งฟากฟ้าผู้มาจากแดนรัตติกาล ได้เข้าโจมตีและยึดครองเมืองต่างๆ มากมายบนพื้นโลก แต่เมื่อพวกมันมาถึงเมืองฟรอสเซ็น พวกมันกลับไม่กล้าบุกเข้าไปในเมือง ทั้งที่ก่อนหน้านี้มันได้เข้าจู่โจมเมืองทุกเมืองที่เคลื่อนผ่าน เหตุที่มันไม่บุกเข้าไปในเมืองฟรอสเซ็นก็เพราะว่า บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในเมืองได้ทำให้มันรับรู้ถึงรสชาติแห่งความหวาดกลัว
สิ่งที่คอยค้ำจุนเมืองฟรอสเซ็นไม่ให้ถูกคุกคามจากเหล่าดรากูน คือเหรียญวิเศษทั้งห้า ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางเมืองและมีชาวเมืองให้การเคารพบูชามากมาย
วันหนึ่ง เหล่าดรากูนคิดอุบายยุยงมนุษย์ผู้หนึ่งให้นำเหรียญวิเศษไปซ่อน และแผนนั้นก็ประสบผลสำเร็จในค่ำคืนช่วงฤดูใบไม้ผลิ เหรียญวิเศษทั้งห้าได้ถูกขโมยออกไปจากเมืองฟรอสเซ็นและถูกนำไปซ่อนไว้
พวกดรากูนรีบบุกเข้าโจมตีเมืองฟรอสเซ็นในทันที ทว่าในตอนนั้นผู้วิเศษแห่งเมืองโอวาสกำลังอยู่ในเมืองนั้นพอดี จึงได้ขอกำลังจากเมืองโอวาสและเมืองคูบีเรียให้เข้ามาช่วยเมืองฟรอสเซ็นรบกับดรากูน สงครามกินระยะเวลาเกือบหนึ่งปี จนสุดท้ายเหล่าดรากูนก็ต้องเป็นฝ่ายปราชัยและถอยทัพกลับไปในที่สุด
เหล่าดรากูนยังไม่ยอมแพ้ พวกมันละจากเมืองฟรอสเซ็น และเข้าโจมตีเมืองโอวาสซึ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่รบกับมันในสงครามครั้งที่แล้ว
ชั่วพริบตาเดียวเมืองโอวาสก็เหลือแต่ซาก ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือคนแก่ก็ถูกฆ่าทิ้งจนหมดสิ้น ไม่เว้นแม้แต่องค์ราชากับองค์ราชินีแห่งเมืองโอวาส
ในที่สุดก็มีผู้รอดชีวิต นั่นคือมหาดเล็กคนสนิทของพระราชา ที่ได้หนีออกมาจากเมืองพร้อมกับทารกน้อย ผู้เป็นรัชทายาทพระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์โอวาส และเหรียญวิเศษแห่งไฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในบ่อเกิดสุดยอดแห่งพลังอำนาจในศาสตราเวททั้งปวง
มหาดเล็กถูกเหล่าดรากูนไล่ล่าตัวอยู่นาน พวกดรากูนหวังจะเอาเหรียญวิเศษและทารกน้อยไปจากเขา เนื่องด้วยรัชทายาทพระองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์โอวาสได้ถูกบันทึกไว้ในคำทำนายของผู้วิเศษฟรินเทียร์ ว่าเมื่อทารกน้อยผู้นี้ถือกำเนิดขึ้นมา มนุษย์ทุกคนก็จะมีพลังอำนาจมากขึ้น และเหรียญวิเศษจะช่วยเหลือแดนมนุษย์ให้มีชัยในการทำสงครามกับเหล่าดรากูน
มหาดเล็กได้หลบเข้าไปในหมู่บ้านเนซซี่ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาเนซ และฝากทารกน้อยกับเหรียญวิเศษไว้กับหญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่มาจากเมืองโอวาสเช่นกัน หลังจากนั้นมหาดเล็กก็ออกไปล่อเหล่าดรากูนให้ไปในทิศทางอื่น เพื่อมิให้ทารกน้อยและเหรียญวิเศษ กุญแจแห่งชัยชนะระหว่างมนุษย์กับดรากูนที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียว ต้องสูญสลายไป
ยี่สิบห้าปีผ่านไป ไม่มีวี่แววของมหาดเล็กผู้หลบหนีออกมาจากเมืองฟรอสเซ็น ทารกน้อยแห่งราชวงศ์โอวาสได้เติบใหญ่ขึ้นจนเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบห้าปี นามเฟรริก เลเยอร์ ซึ่งมีความสามารถในการทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับคำทำนายของฟรินเทียร์ เรื่องของเหล่าดรากูน หรือแม้แต่เรื่องของเหรียญวิเศษ
จนมาถึงวันเกิดอายุครบยี่สิบห้าปีของเขา ภาพหมู่บ้านเนซซีถูกเพลิงผลาญจนมอดไหม้ ผู้คนหนีตายอลหม่าน และเลือดแดงฉานย้อมจนหุบเขากลายเป็นสีแดงสด ได้ปรากฏขึ้นในมโนภาพของเขา
มันทำให้เขาร้อนใจ และสิ่งที่น่ากลัวก็คือ มโนภาพที่เขาเห็น สิ่งที่เขาฝัน ไม่เคยผิดพลาด!
ตำนานผู้รวบรวมเหรียญวิเศษทั้งห้าได้อุบัติขึ้น คำทำนายของผู้วิเศษฟรินเทียร์กำลังจะเป็นจริง
ท่วงทำนองสุดท้ายแห่งดินแดนฟรอสเซ็นจึงถูกยกมาขับขานอีกครั้ง
หน้าปก : แสงสีตระการตาตามสไตล์แฟนตาซีไทย โทนสีมองไกล ๆ คล้ายหนังสือเก่า (เน้นโทนขาว-ดำนิ) ปกหลังทำได้ดี ไม่มีอะไรขัดตา แต่ปกหน้ามังกรดำไม่ค่อยเท่เท่าที่ควร หาปีกมังกรไม่เจอ เห็นแต่มือกับเท้า ถ้าเปลี่ยนหัวก็กลายเป็นเผ่าพันธุ์อื่นได้ง่าย ๆ สำหรับตัวเฟรริกที่ยืนถือดาบอยู่ตรงมุมล่างซ้ายของภาพ เห็นอะไรเขียว ๆ บนหัว ซึ่งบัดนี้ยังงงอยู่ว่ามันคืออะไร (คาดว่าเป็นผ้าคลุมหัว) ซึ่งสีเขียวตรงนั้นมันทำให้โทนสีแปลก ๆ ไป จากที่มีเพียงสีโทนร้อนทั้งภาพ แล้วมีสีโทนเย็นปรากฏออกมาจุดหนึ่ง ผมคิดว่าน่าแปลกอยู่
มนตราแห่งเหรียญวิเศษทั้งห้า : อันเป็นบทกลอนห้าบท สำหรับเหรียญห้าธาตุ ได้แก่เหรียญแห่งไฟ เหรียญแห่งน้ำ เหรียญแห่งอัสนี เหรียญแห่งนิทรา และเหรียญแห่งวายุ ทุกเหรียญมีบทกลอนที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งล้วนมีความไพเราะในระดับหนึ่ง บางบทกลอนยังพบความไม่คล้องจองที่เกิดขึ้น (หากแต่เป็นเพียงเล็กน้อย) สิ่งที่สะดุดใจผมมากที่สุดคือ คำว่า เวทย์
บทกลอนของเหรียญแห่งน้ำ กล่าวไว้ว่า
หยดวารียอดภาคีสรรพวุธ บริสุทธิ์ลบล้างทุกแห่งหล้า
เจ้าจักได้เวทย์วารีทุกศาสตรา ทั่วโลกาแห่งผืนน้ำเป็นของเรา
เห็นได้ชัดว่าใช้คำว่าเวทย์ผิด เนื่องจากอย่างที่รู้กันว่า เวทย์ แปลว่า พึงรู้, ควรรู้ จึงไม่สามารถใช้แทนคำว่า เวท หรือเวทมนตร์ได้
เรื่องภาษาไทยในการแต่งนิยายฝึกได้ง่าย ๆ ครับ แค่ว่าง ๆ ลองค้นหาดูตามเว็บไซด์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเขียนนิยาย เอ ถ้าผมจำไม่ผิดเคยเห็นคำว่า เวท ในนิยายเรื่องนี้นี่นา แล้วทำไมในบทกลอนกลับใช้ผิด
สรรพนาม : เรื่องนี้ใช้สรรพนามบุรุษที่สามแบบไม่จำกัดผู้เล่า หรือThird Person Omnisient เป็นการบรรยายแต่ละตัวละครอย่างเท่าเทียม รวมทั้งบอกความคิดของแต่ละตัวละครไว้ด้วย ต่างกับบุรุษที่สามจำกัดผู้เล่า (Third Person Limited) ที่จะเล่าถึงความคิดของตัวละครเอกเพียงตัวเดียว รวมถึงสัมผัสทั้งห้าที่ตัวเอกสัมผัสได้ โดยไม่บอกเล่าถึงความคิดของผู้อื่น จากมุมมองของผม ผมคิดว่าแบบLimitedดีกว่าแบบOmnisientอยู่นิดหน่อย เพราะจะเข้าถึงตัวละครและฉากหลังได้ดีกว่าการเขียนแบบOmnisient
คะแนนนิยาย :
แต่ละหัวข้อเต็ม 20 คะแนนนะครับ
การบรรยาย 17 คะแนน
การดำเนินเรื่อง ความเหมาะสมของเรื่องและเหตุการณ์ 18 คะแนน
ไวยากรณ์ การจัดหน้า ความยาวของแต่ละบท 17 คะแนน
ความคิดสร้างสรรค์ 16 คะแนน
องค์ประกอบโดยรวม 17 คะแนน
รวมทั้งสิ้น 85 คะแนน เต็ม 100 คะแนน
วิเคราะห์พลอตเรื่องแบบสั้น ๆ และไม่สปอยล์ :
เริ่มเรื่อง >> ทำได้ดี เปิดฉากเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และสาเหตุต่าง ๆ
กลางเรื่อง >> การเดินทางของเฟรริกเพื่อรวบรวมเหรียญทั้งห้า แต่ละฉากน่าสนใจ และดำเนินเรื่องได้ดี เพียงแต่สลับฉากเร็วไปหน่อย (สลับไปสลับมาจนคนอ่านงงนิด ๆ)
ท้ายเรื่อง >> สรุปจบได้อย่างดี การต่อสู้ครั้งสุดท้ายเขียนได้น่าตื่นเต้น ชวนให้ติดตาม โดยเฉพาะสามบทสุดท้าย แต่งได้ดีจนต้องยกนิ้วให้ (นิ้วโป้งนะ ไม่ใช่นิ้วอื่น)
Check!! การเช็คประโยคแบบบรรทัดต่อบรรทัด !
จากที่ใช้วิธีนี้ในการบทวิจารณ์เลียร์ เสียงตอบรับกับวิธีนี้ก็หลายอยู่ ผมจึงนำวิธีนี้มาใช้อีกครั้ง หวังว่าคงจะไม่เบื่อกันซะก่อนนะครับ
หน้า 49
ดรากูนจับร่างของเดลเฟียเข้าปากแล้วเคี้ยวอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงกระดูกดังกรอบแกรบอยู่ในปาก
>> ใครที่อ่าน จะรู้ว่าเดลเฟียมีดาบสีเทาเก่า ๆ อยู่ในมือ และใจสู้ของเธอก็มีเกินร้อย น่าแปลกที่เธอไม่ใช้ดาบให้เกิดประโยชน์ และยังไม่มีการบอกเล่าว่าเธอขัดขืนอีกด้วย
หน้า 60
อสูราล่าพิภพม้วยมลาย
>> เป็นท่อนหนึ่งจากคำทำนายของฟรินเทียร์ ถ้าท่านได้อ่าน จะรู้ว่ากลอนบทนี้คล้องจองกันอย่างประหลาด (ประหลาดกว่ากลอนแปดทั่วไป) หรือพูดง่าย ๆ คือใช้คำคล้องที่ผิดตำแหน่งนั่นเอง คำว่า อสูรา คาดว่าจะเป็น อสุรา ซึ่งคำว่าอสูราไม่มีในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ฉบับพ.ศ. 2542 (หลายคนไม่รู้จัก ผมหมายถึงพจนานุกรมเล่มหนาปึ้ก หนาประมาณพันกว่าหน้า ปกแข็ง ซึ่งเป็นพจนานุกรมที่ใช้อ้างอิงได้ และได้รับการยอมรับในประเทศไทย) คำนี้ควรจะเป็น อสุรา หรือ อสูร ที่มีความถูกต้องมากกว่า และใช้กันแพร่หลายมากกว่าด้วย
หน้า 67
ทำให้เฟรริกและอารัลเฟลค่อยๆ ก้าวเดินขึ้นบนสะพานอย่างประณีต
>> คำว่าประณีตใช้กับการเดินได้ด้วยเหรอครับ ผมคิดว่ามันแปลก ๆ
หน้า 75
ช่วยหรอ
>> ควรจะเป็น เหรอ มากกว่า คุ้น ๆ ว่าในเรื่องไวท์โร้ดก็ใช้ หรอ แทนคำว่า เหรอ เหมือนกัน
หน้า 83
อารัลเฟลวิ่งถลาเข้ามาอย่างไม่ลืมหูลืมตา มือข้างหนึ่งถือขอนไม้และอีกข้างหนึ่งถือก้อนหิน
>> น่าแปลกว่าทำไมอารัลเฟลไม่ใช้ไฟ ทั้งที่สองหน้าที่แล้วเพิ่งใช้ไฟใส่มังกร
หน้า 100
สามวัน
>> คาดว่าผู้เขียนจะถูกชะตากับเลขสามอย่างรุนแรง ลองสังเกตดูในเรื่องนี้จะพบว่ามีเลขสามอยู่เยอะมาก (อันนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับการวิจารณ์ครับ)
หน้าที่ 103
ทันใดนั้นร่างของแฟรี่นับร้อยก็พุ่งพรวดขึ้นมาจากพื้นดิน
>> ผู้เขียนไม่ค่อยอธิบายลักษณะของแต่ละเผ่าพันธุ์ในเรื่องนี้ เช่นแฟรี่ ผู้เขียนก็ไม่ได้บอกอะไรเลยว่ารูปร่างเป็นอย่างไร ทำให้ผู้ที่ไม่ค่อยได้สนใจสิ่งมีชีวิตในโลกแฟนตาซีอาจไม่เข้าใจในจินตนาการของเรื่องนี้
หน้า 104
สามวัน
>> สามอีกแล้ว (กระแสความไร้สาระเริ่มแผ่เข้าสู่สายเลือด)
หน้า 106
แฟรี่รีบบินยกร่างตนเข้าไปอุดปากของเจ้าชายลาโก
>> ทำไมไม่ใช้ราชาศัพท์ล่ะครับ ก่อนหน้านี้ใช้ราชาศัพท์กับเจ้าชายลาโกหมดเลยนี่นา ปาก ก็ต้องเป็น พระโอษฐ์ (ใช่หรือเปล่า ผมไม่แม่นราชาศัพท์)
หน้า 112
พลิ้วไหวราวกับเส้นผมของปีศาจ
>> เส้นผมของปีศาจมันพลิ้วไหวเหรอครับ ในจินตนภาพของผมปีศาจจะมีเส้นผมที่แห้งกรอบมากกว่าจะเป็นเส้นผมที่พลิ้วไหวครับ ซึ่งตรงนี้ผมก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ว่าพลิ้วไหวเหมือนปีศาจเป็นยังไง
หน้า 145
ดวงตาอันเหี่ยวย่น
>> ถ้าขอบตาก็เหี่ยวย่นได้ครับ แต่ดวงตานี่สิ เหี่ยวย่นยังไงหนอ
อันเดท
>> ไม่บอกลักษณะเฉพาะของพวกอันเดทอีกแล้วครับ น่าจะบอกเพื่อให้จินตนาการในเรื่องนี้เด่นชัดขึ้น
หน้า 157
แต่อำนาจของมนุษย์มิได้อยู่ที่ขนาดของร่างกายและพละกำลังเพียงอย่างเดียว
>> ถ้าพูดถึงการใช้สมองตัดสินปัญหาน่ะใช่ ทว่าประโยคนี้ถูกใช้ในขณะที่เฟรริกกำลังจะใช้พลังของเหรียญวิเศษ ดังนั้นจึงไม่สามารถกล่าวถึงมนุษย์โดยรวมได้ เพราะมนุษย์คนอื่นไม่มีเหรียญวิเศษใช้แบบเฟรริก ซึ่งคำกล่าวข้างต้นควรใช้เมื่อกล่าวว่า อำนาจของมนุษย์มิได้อยู่ที่ขนาดของร่างกายและพละกำลังเพียงอย่างเดียว มนุษย์มีสมองอันชาญฉลาดและเฉียบแหลม ซึ่งสามารถคิดเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างล้ำลึก อันเป็นจุดเกิดพลังอำนาจทั้งปวง
หน้า 175
เสียงนั้นอยู่ใกล้ตัวของเขาไม่มากนัก
>> หมายความว่าอยู่ ไกล ล่ะสิ
ใกล้ตัวของเขาไม่มาก = ใกล้ตัวของเขาน้อย = ไกล
หน้า 194
คล้ายกับภาพของฝูงหมาป่าฮายีน่า
>> ไม่ใช่ ไฮยีน่า เหรอครับ
หน้า 204
ว่าแล้วทั้งหมดก็ใช้วิธีการจับไม้สั้นไม้ยาว
>> อยู่ในถ้ำ หาไม้มาจากไหนรึ
หน้า 206
กรี๊ดดด!! เสียงกรีดร้องสุดท้ายของงูยักษ์ดังก้องขึ้นมาปะทะหูของอารัลเฟล
>> สรุปว่าเป็นงูตัวเมีย และเป็นงูเห่า (เพราะในหน้า 204 บอกว่ามันแผ่แม่เบี้ยด้วย)
หน้า 236
ไม่คิดว่าจะมีคนมาสนใจเจ้านี่หรอกนะ ยกเว้นเสียแต่เขาไม่รู้ว่ามันมีความเป็นมายังไง
>> น่าจะเป็น ยกเว้นเสียแต่เขารู้ว่ามีความเป็นมายังไง มากกว่า
หน้า 280
และถามด้วยน้าเสียงดุดัน
>> พิมพ์ผิดนะครับ ถ้ามีตีพิมพ์รอบสองก็แก้ตรงนี้หน่อยละกัน
หน้า 329
กลืนกินท้องฟ้ารามราตรี
>> ไม่ใช่ ยามราตรี หรือครับ คาดว่าพิมพ์ผิด
หน้า 365
เมื่อเสียงเพลงบรรเลงถึงจุดสุดขั้น
>> ไม่เคยได้ยินนะครับ คำว่า จุดสุดขั้น น่ะ น่าจะเป็น จุดสูงสุด อะไรประมาณนั้นหรือเปล่า
หน้า 371
เขายิ้มอย่างปลดปลง กัดฟัดเบาๆ และเอ่ยต่อ
>> กัดฟันสินะ หลัง ๆ เจอจุดพิมพ์ผิดบ่อยแฮะ
จบ Check!!
สรุปโดยรวมกับนิยายเรื่องนี้ :
สำหรับนิยายแฟนตาซี The Last Song on the Frostzen Tear เล่มนี้ ถือเป็นหนึ่งในนิยายของเยาวชนไทยที่ควรค่าแก่การซื้อมาอ่าน สเน่ห์ของ The Last Song คือเรื่องราวที่เรียบเรียงได้น่าติดตาม แฝงไว้ด้วยความตื่นเต้น (แม้ฉากที่ควรเศร้าจะไม่ค่อยเศร้าก็เถอะ) บทบรรยายในเรื่องเขียนได้ดี สอดแทรกบทบรรยายอย่างพอเหมาะโดยไม่รู้สึกว่ามีมากเกินไป ตัวละครมีเอกลักษณ์ของตนเองในด้านความคิด จุดมุ่งหมาย และพื้นเพของตน ทำให้แยกแต่ละตัวละครได้อย่างง่ายดาย ผู้เขียนนำจินตนาการเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ช่วยในการดำเนินเรื่องได้น่าสนใจ
จึงเป็นเหตุผลที่ไม่ควรพลาดหนังสือเล่มนี้ด้วยประการทั้งปวง!
ขอขอบคุณ :
สำนักพิมพ์ทั้งหลาย อาทิ สถาพร สยามอินเตอร์ กู๊ดมอร์นิ่ง นานมีบุ๊ค และฟิสิกส์เซ็นเตอร์ (PC) ที่ให้โอกาสนักเขียนไทยวาดลวดลายในวงการหนังสือนิยายอย่างเต็มตัว ถ้าไม่มีสำนักพิมพ์เหล่านี้ มีหรือที่นิยายของคนไทยหลาย ๆ เล่มจะวางบนแผงหนังสือได้
ขอขอบคุณด้วยใจจริงครับ
แล้วพบกันใหม่ครับ นักอ่านทุกท่าน อยากแสดงความคิดเห็นกดคลิก Comment มาได้เลยครับ อ้อ หากต้องการนำบทวิจารณ์นี้ไปลงที่เว็บอื่น ช่วยใส่ Credit กับลิงค์ที่เชื่อมต่อมาที่บลอคนี้ด้วยนะครับ
Review by Woratana [WK Creative]
E-Mail and MSN : woratana@hotmail.com
Blog : http://woratana.exteen.com


#1 By ... (203.209.115.66) on 2006-02-27 15:56